การเปิดศึกหลายด้านพร้อมกันนี้สะท้อนการนำ “อำนาจทางเศรษฐกิจ” โดยมีเป้าหมายบังคับพันธมิตรและคู่แข่งต้องยอมจำนน ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากการใช้กำลังทหารไปสู่การใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธ
สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาระดับสูงคนสนิทของทรัมป์เคยอธิบายทฤษฎีนี้ไว้ว่า โลกแห่งความเป็นจริงนั้น “ถูกปกครองด้วยกฎเหล็กแห่งความแข็งแกร่ง กำลัง และอำนาจ”
ในสมรภูมิตะวันออกกลาง การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐและอิหร่านยืดเยื้อกว่า 6 เดือน โดยทรัมป์ปิดฉากความขัดแย้งไม่ได้ นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สงครามทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ
“สก็อตต์ เบสเซนต์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เปิดตัวปฏิบัติการกดดันเศรษฐกิจระลอกใหม่ “Operation Economic Outcast” หรือ “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ” (Economic D-Day) เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงและทำลายแหล่งรายได้ของอิหร่าน ครอบคลุมการขู่ลงโทษคู่ค้าและสถาบันการเงินทั่วโลกที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน
พร้อมส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า อิหร่านกำลังเผชิญทางเลือกเพียง 2 ทาง คือการถูกตัดขาดจากโลกอย่างสมบูรณ์ หรือการยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก
คลังสหรัฐได้กำหนดเป้าหมายคว่ำบาตรใน 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล, เทคโนโลยี, ทองคำ, การบิน และการขนส่งทางเรือ รวมถึงขึ้นบัญชีดำต่อบุคคล นิติบุคคล และเรือขนส่งสินค้าเกือบ 60 รายการ
- “อิหร่าน”ประกาศแผนตอบโต้สหรัฐ
ทั้งนี้อิหร่านปฏิเสธยอมจำนนต่อแรงกดดันดังกล่าว อาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐว่า “รัฐบาลเตรียมพร้อมและมีแผนระยะเวลา 2 ปีในการบริหารจัดการสถานการณ์เหล่านี้ ศัตรูพยายามเปิดฉากการโจมตีแบบก่อการร้ายทางเศรษฐกิจใส่เรา แต่เราก็มีเครื่องมือของเราเองและรู้ว่าจะเล่นเกมนี้อย่างไร”
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่อิหร่านใช้ในการตอบโต้คือการปิดล้อม “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 1 ใน 5 ของโลก
ซึ่งการปิดกั้นช่องแคบนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดตัวสูงขึ้นถึง 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายค่าครองชีพของสหรัฐที่อาจกระทบแนนเสียงการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.2569
เดวิด อ็อกซ์ลีย์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปิอลอีโคโนมิกส์ มองการประกาศวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจนี้อาจส่งผลระยะสั้นจำกัด เนื่องจากน้ำมันอิหร่านเกือบทั้งหมดมุ่งสู่จีนที่ไม่เคยยอมสยบต่อคำขู่สหรัฐ
- ‘ทรัมป์’ เปิดศึกแคนาดาบี้ ‘รัฐที่ 51’
ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสหรัฐและแคนาดาเผชิญจุดแตกหัก เมื่อการเจรจาการค้าล้มเหลวทำให้รัฐบาลวอชิงตันบังคับใช้ภาษีนำเข้า 50% ต่อสินค้าแคนาดามูลค่ากว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ โดยครอบคลุมตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ ปูนซีเมนต์ ไปถึงสินค้าเกษตร
ตามการรายงานของเอพีนิวส์ระบุว่า ครั้งนี้ทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 338 ซึ่งไม่เคยนำมาใช้ตั้งกำแพงภาษี พร้อมโพสต์ข้อความโจมตีบนโซเชียลมีเดียว่า แคนาดาเอาเปรียบและต้องการสิทธิประโยชน์เหมือนเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐ และขู่ขึ้นภาษีรถยนต์และเหล็กเป็น 50% ปี 2570 และสหรัฐพยายามจำกัดสิทธิ์แคนาดาทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่ 3
ท่าทีนี้ทำให้เกิดแรงต้านรุนแรงในแคนาดา โดยนายกรัฐมนตรี “มาร์ก คาร์นีย์” ประกาศมาตรการตอบโต้แบบ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” ในวันที่ 8 ก.ย.พุ่งเป้าสินค้าเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องใช้ไฟฟ้าของสหรัฐ
- จับตาสหรัฐถ่วงสมดุล ‘จีน’
ขณะที่สหรัฐแสดงท่าทีก้าวร้าวและพร้อมแตกหักแคนาดา ท่าทีของฝ่ายบริหารทรัมป์ต่อ “จีน” เป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่สุดกลับระมัดระวังมากกว่า
บลูมเบิร์กรายงานว่า สหรัฐพิจารณาตั้งกำแพงภาษี 7.5% ต่อสินค้าจีน จากข้อกล่าวหากำลังการผลิตล้นตลาด ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งทำให้อัตราภาษีรวมยุคทรัมป์อยู่ที่ 20% สอดคล้องข้อตกลงพักรบชั่วคราว ก่อนประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง”
เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐชี้แจงว่า การสอบสวนกำลังการผลิตล้นตลาดซับซ้อนเชิงกฎหมาย ท่ามกลางความพยายามของวอชิงตันที่จะไม่ทำลายบรรยากาศก่อนการพบกันของสองผู้นำ
- แคนาดา-อิหร่านสู้กลับ“ทางตันสหรัฐ”
ทรัมป์และกลุ่มที่ปรึกษาเชื่อว่า ความมั่งคั่งและขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าของสหรัฐจะบีบให้ประเทศอื่นปฏิบัติกระทำตามเงื่อนไข และการกดดันทางเศรษฐกิจสุดโต่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ 2 ประการ คือ การบีบให้แคนาดายอมลงนามข้อตกลงการค้าที่สหรัฐได้เปรียบฝ่ายเดียว และการสร้างความระส่ำระสายจนนำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครองในอิหร่าน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่ายุทธศาสตร์ของทรัมป์กำลังเผชิญการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดเนื่องจากมองข้ามปัจจัยสำคัญ 3 ข้อ คือ
1.พฤติกรรมยอมถอย ทรัมป์มักยอมถอยเมื่อผลกระทบกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งราคาน้ำมัน อาหารแพง และความผันผวนตลาดพันธบัตรที่กระทบฐานเสียง
2.ขาดความร่วมมือในโลกหลายขั้ว มาตรการคว่ำบาตรจะสำเร็จได้ต้องอาศัยแนวร่วมสากล แต่การเปิดศึกกับมิตรแท้อย่างแคนาดาทำให้สหรัฐสูญเสียแรงหนุนในการกดดันอิหร่าน
3.แรงต้านเพื่อปกป้องอธิปไตย การข่มขู่บีบบังคับไม่ได้ทำให้คู่กรณีศิโรราบ แต่กลับปลุกกระแสรักชาติทั้งแคนาดาและอิหร่านยอมแลกทุกราคาเพื่อสู้กลับจนเป็นทางตันของสหรัฐ
- ‘สงครามเศรษฐกิจ’ เสี่ยงสะท้อนกลับ ‘สหรัฐ’
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าแหล่งรายได้หลักอิหร่าน รวมถึงอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ และเรียกร้องให้ทั่วโลกตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน แต่อาจกระทบถึงสหรัฐในที่สุด
ตามข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ที่ติดตามราคาน้ำมันรายวัน พบว่า ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดสำหรับผู้บริโภคอเมริกัน คือ “ราคาน้ำมันเบนซิน” ซึ่งมีราคาเฉลี่ยต่อแกลลอน (3.78 ลิตร) อยู่ที่ 4.09 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ ณ วันที่ 28 ก.พ.ซึ่งเป็นวันที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากอิหร่านตอบโต้สหรัฐเร็วขึ้น อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชาวอเมริกันเองด้วย
พันธมิตรอิหร่านเสี่ยงกระทบ
จีนเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางการค้าของอิหร่านที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐมากที่สุด เนื่องจากปักกิ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด ตามข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ น้ำมันราว 90% ที่อิหร่านส่งออก ถูกส่งไปยังจีน
ปักกิ่งมีมูลค่าการค้าทวิภาคีกับเตหะราน 9.96 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ยังไม่รวมมูลค่าส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านไปยังจีนที่ไม่ถูกรายงานในปีเดียวกันอีก 3.12 หมื่นล้านดอลลาร์
แดน หวัง ผู้อำนวยการประจำประเทศจีนของยูเรเซียกรุ๊ป กล่าวว่า แม้ปักกิ่งอาจไม่ตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของวอชิงตันโดยตรง แต่กลุ่มธนาคารของรัฐและบริษัทน้ำมันจีน อาจให้ความร่วมมืออย่างเงียบๆ มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคว่ำบาตร
- เตือนสงครามสหรัฐ-อิหร่าน บีบไทยต้องเลือกข้าง
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า กรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ มีนโยบายประกาศคว่ำบาตรและขู่จะขึ้นภาษีต่อประเทศที่ยังคงทำการค้าขายกับอิหร่านนั้น ถือเป็นการทำสงครามเศรษฐกิจ Economic Warfare ที่มีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าสงครามทางทหาร
สำหรับเป้าหมายหลักของสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ครั้งนี้ไม่ใช่การใช้กำลังทหาร แต่เป็นการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเข้าบีบคั้นจนคู่กรณีพังพินาศ โดยเป้าหมายคือ การทำให้อิหร่านประสบปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดจนเศรษฐกิจภายในประเทศล่มสลาย
ซึ่งต้องติดตามว่าในเชิงปฏิบัติและข้อกฎหมายว่าสหรัฐฯ จะสามารถดำเนินการคว่ำบาตรได้จริงหรือไม่ เนื่องจากประเทศที่ทำธุรกรรมค้าขายกับอิหร่านนั้นรวมถึงมหาอำนาจอย่าง จีน รัสเซีย และอินเดีย
รวมทั้งหากเกิดขึ้นจริง มาตรการดังกล่าวจะกลายเป็นดาบสองคมที่วกกลับมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ระบบการค้าโลกยังมีช่องโหว่อีกมากที่อาจทำให้การคว่ำบาตรไม่ได้ผลเต็มประสิทธิภาพตามที่คาดการณ์ไว้
สร้างแรงกดดันนโยบายต่างประเทศไทย
ในส่วนของประเทศไทย มองว่า แม้ไทยจะไม่ได้มีการค้าขายโดยตรงกับอิหร่านมากนัก แต่ความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ การถูกกดดันให้ “เลือกข้าง” ในเชิงนโยบายต่างประเทศ หากสหรัฐฯขยายขอบเขตสงครามเศรษฐกิจไปยังพันธมิตรของอิหร่าน
โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย จะทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะที่ลำบากในการตัดสินใจว่าจะยังคงค้าขายกับจีนต่อไปท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐหรือไม่
นอกจากนี้ สงครามเศรษฐกิจดังกล่าวยังจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างผ่านปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค 2 ประการหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมัน โดยมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก ซึ่งอาจฉุดให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพในประเทศไทยโดยตรง
- ห่วงยืดเยื้อกระทบเงินทุนเคลื่อนย้าย
อีกทั้ง กระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและรุนแรงจะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ทำลายความเชื่อมั่นในตลาดการค้าและการลงทุน ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) และทำให้บรรยากาศการค้าโลกเกิดความปั่นป่วนได้
“สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความพยายามของสหรัฐในการขยายวงของสงครามเศรษฐกิจให้เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน แม้จะมีความคล้ายคลึงกับกรณีการคว่ำบาตรรัสเซียในอดีต ทั้งในเรื่องการทำแซงก์ชันทางการเงินและการจำกัดวีซ่า"
แต่ความซับซ้อนของการค้าโลกในปัจจุบันทำให้การดำเนินการนี้เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงคำขู่ในเชิงนโยบาย ซึ่งไทยเองจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันและบรรยากาศการลงทุนที่อาจถูกกระทบจากความขัดแย้งระดับโลกนี้ด้วย



