นักเศรษฐศาสตร์ชี้ พันธกิจของ ธปท.กำลังขยายขอบเขตจากเดิมที่เน้นดูแลเงินเฟ้อ ค่าเงิน และสถาบันการเงิน ไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ทำให้การเติบโตชะลอตัว คำว่า “เสถียรภาพ” ถูกตีความกว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเงินเฟ้อต้องครอบคลุมถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจในภาพรวม เช่น ปัญหาหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตของธุรกิจ SME
KEY POINTS
- นักเศรษฐศาสตร์ชี้ พันธกิจของ ธปท.กำลังขยายขอบเขตจากเดิมที่เน้นดูแลเงินเฟ้อ ค่าเงิน และสถาบันการเงิน ไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ทำให้การเติบโตชะลอตัว
- คำว่า “เสถียรภาพ” ถูกตีความกว้างขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเงินเฟ้อ
- ต้องครอบคลุมถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจในภาพรวม เช่น ปัญหาหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ และการเติบโตของธุรกิจ SME
บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เวลานี้กำลังเผชิญคำถามครั้งสำคัญว่าในวันที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พันธกิจของธนาคารกลางควรหยุดอยู่เพียงกรอบเดิมหรือจำเป็นต้องขยายขอบเขตการทำงานให้ครอบคลุมปัญหาเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น
หากฟังจากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ และผู้บริหารภาคการเงิน จะพบว่ามีทิศทางสะท้อนภาพไปในทางเดียวกันว่า ธปท. ยังต้องรักษาพันธกิจหลักด้านเสถียรภาพ แต่โจทย์ของคำว่า “เสถียรภาพ” และเครื่องมือที่จะใช้รับมือกับเศรษฐกิจยุคใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
- “ศุภวุฒิ” เปิด 3 พันธกิจ ธปท.
“ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่าหากพูดถึงพันธกิจดั้งเดิมของ ธปท. มีอยู่ 3 ด้าน
ได้แก่ การดูแลเสถียรภาพราคา หรือการดูแลเงินเฟ้อ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยน และการดูแลสถาบันการเงิน
แต่ปัญหาคือ ประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงโจทย์เรื่องเงินเฟ้อ ค่าเงิน หรือเสถียรภาพของสถาบันการเงินเท่านั้น เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้อัตราการเติบโตของจีดีพีชะลอลงต่อเนื่อง
ดังนั้น สิ่งที่เห็นคือ ธปท. ในปัจจุบันเริ่มมีความพยายามที่จะทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยในบางช่วงที่ลดลงเร็วกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจอ่อนแอ และไม่จำเป็นต้องเก็บกระสุนไว้ รวมถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในประเด็นคอร์รัปชัน ทุนเทา และเรื่องธนบัตรปลอม แม้บางเรื่องจะดูเหมือนอยู่นอกกรอบภารกิจเดิมก็ตาม
“หากเปรียบเทียบ ธปท. เวลานี้เสมือนเป็น “ผู้โดยสารบนเรือไททานิค” เพราะทุกภาคส่วนอยู่บนเรือลำเดียวกัน หากเรือกำลังมุ่งหน้าไปชนภูเขาน้ำแข็ง การที่ ธปท. จะบอกว่าเป็นองค์กรอิสระ และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจในภาพใหญ่ อาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในทางปฏิบัติ”
นอกจากนี้มองว่าอาวุธสำคัญของ ธปท.คือ ความสามารถทางวิชาการ และความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่มีอยู่สูง ดังนั้น ธปท.ควรนำความรู้เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายประเทศมากขึ้น
เช่นที่ผ่านมาที่มีการออกบทความวิจัยเกี่ยวกับ Data Center ที่ ธปท. เคยนำเสนอข้อมูลถึงผลกระทบในด้านการใช้ไฟฟ้า และน้ำ การนำเข้าชิ้นส่วนจำนวนมาก และการจ้างงานที่ไม่ได้สูงมาก แม้การแสดงความเห็นลักษณะนี้อาจทำให้ภาคเอกชนที่มีส่วนได้เสียไม่พอใจบ้าง แต่เหล่านี้สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกที่ ธปท. ที่ควรมี
อย่างไรก็ตาม มองว่าการขยายบทบาทก็มีความเสี่ยง และอาจมีบางกลุ่มมองว่า ธปท.ควรทำเฉพาะ 3 ภารกิจหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง
ดังนั้น เมื่อ ธปท. เข้าไปเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปหรือวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นต่างๆ ก็เปรียบเสมือนการ “ลงไปปล้ำกับหมูในโคลน” เพราะเมื่อมีการปฏิรูปย่อมมีทั้งผู้ได้ประโยชน์ และผู้เสียประโยชน์ และฝ่ายที่เสียประโยชน์อาจออกมาโจมตี ธปท. ว่าก้าวข้ามขอบเขตหน้าที่ได้
- พันธกิจ ธปท.กว้างที่สุดในรอบ 20-30 ปี
ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า ธปท. ภายใต้การนำของ “วิทัย รัตนากร” ปัจจุบัน และภารกิจที่กำลังดำเนินการอยู่ ถือว่ามีขอบเขตกว้างขวางที่สุดเมื่อเทียบกับช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา
สิ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือ ธปท.เข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ไม่เคยเห็นในยุคก่อน ทั้งการบริหารจัดการหนี้ผ่านโครงการ SAM การดูแลประกันสินเชื่อรายย่อย การควบคุมการค้าทองคำออนไลน์ รวมถึงการกำกับดูแลการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง USDT โดยกลุ่มผู้ที่ไม่ได้พำนักในประเทศ
ซึ่งมองว่าการขยายพันธกิจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดเพราะ ธปท. สามารถทำงานผ่านการประสานงานกับหน่วยงานอื่น และการใช้อำนาจตามกฎหมายหลายฉบับร่วมกัน
โดยเฉพาะการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ในประเด็นใหม่ๆ เช่น การค้าทองคำ
“สิ่งที่น่าสนใจคือ คำถามว่าเหตุใดผู้ว่าการฯ ในยุคก่อนจึงไม่ได้เลือกดำเนินการในแนวทางเดียวกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่าในอดีตมีการตีความกฎหมายของ ธปท.อย่างระมัดระวังมากกว่า และกังวลว่าการขยายบทบาทอาจกระทบต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เน้นเรื่องเสถียรภาพด้านราคา และระบบสถาบันการเงิน”
- “พิพัฒน์” ชี้พันธกิจคงเดิมแต่โจทย์เปลี่ยน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่า หากดูกรอบกฎหมายว่าพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยมาตรา 7 ระบุพันธกิจด้านการรักษาเสถียรภาพ 3 ด้านหลัก ได้แก่ เสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และเสถียรภาพของระบบการชำระเงิน
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ความหมาย และโจทย์ของเสถียรภาพทางการเงิน ในอดีต เสถียรภาพทางการเงินมักถูกมองผ่านโจทย์การดูแลไม่ให้เงินเฟ้อสูงเกินไป
แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อสูง ไปสู่ยุคที่ต้องรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงต่อเนื่อง
การที่เงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าเป้าหมายมาโดยตลอด สะท้อนอีกด้านหนึ่งถึงปัญหาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาที่นโยบายการเงินแบบเดิมรับมือได้ยากขึ้น
อีกโจทย์สำคัญคือ กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินที่อ่อนแรงลง การลดดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้ความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้นเหมือนในอดีต เพราะธนาคารพาณิชย์ยังต้องกังวลเรื่องคุณภาพเครดิต และต้นทุนความเสี่ยง
ดังนั้น ภารกิจของ ธปท. จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะขึ้นหรือลดดอกเบี้ย แต่ต้องดูด้วยว่านโยบายสามารถส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงได้หรือไม่
- ตีความ “เสถียรภาพ” กว้างขึ้น
ด้าน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่าการที่ ธปท.เริ่มขยายบทบาทออกจากกรอบเดิม โดยมองว่าคำว่า “เสถียรภาพ” ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเงินเฟ้อหรือเสถียรภาพของระบบธนาคาร แต่ควรรวมถึงเสถียรภาพของภาคเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด
โดยเฉพาะปัญหา SME และความเหลื่อมล้ำ หากปล่อยให้ SME ล้มจำนวนมาก ปัญหาจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ธุรกิจเหล่านั้น แต่สามารถลุกลามไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ ภาคครัวเรือน และท้ายที่สุดย้อนกลับมากระทบระบบสถาบันการเงิน
จึงมองว่าการที่ ธปท. เข้าไปดูแลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ SME และความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้หมายความว่า ธปท.ละทิ้งพันธกิจหลัก แต่เป็นการบริหารเสถียรภาพในเชิงรุก เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกระทบระบบโดยรวม
- ธปท.ต้องเปลี่ยนเครื่องมือ จากดอกเบี้ยสู่ ‘อุดช่องโหว่’ ศก.
เมื่อพันธกิจของ ธปท.ต้องเผชิญกับโจทย์ใหม่ สิ่งที่ตามมาคือ คำถามว่า ธปท. ควรใช้เครื่องมืออย่างไร เพราะการใช้นโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีรากฐานจากโครงสร้างได้
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองชัดเจนว่า ปัญหาสำคัญของนโยบายการเงินในปัจจุบันคือ กลไกการส่งผ่านที่ไม่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ
แม้ ธปท. ลดดอกเบี้ย แต่สินเชื่อไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม เพราะธนาคารพาณิชย์กังวลคุณภาพลูกหนี้ และต้นทุนความเสี่ยง คุณพิพัฒน์จึงเปรียบเทียบสถานการณ์ว่าเหมือน “Pushing on the string” หรือการเข็นเชือกคือ พยายามผลักเท่าไรก็ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างที่ต้องการ
ดังนั้น ธปท.ควรพิจารณาเครื่องมือที่สร้างแรงจูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะ SME ยกตัวอย่างเครื่องมือจากต่างประเทศ ทั้ง QE ของสหรัฐ และ TLTRO ของยุโรป ซึ่งมีเป้าหมายสร้างแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ส่งสินเชื่อเข้าสู่ระบบ
สำหรับไทย ธปท.อาจสร้างแรงจูงใจทั้งด้านบวก และด้านลบ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก โดยเฉพาะ SME ขณะเดียวกันไม่จำเป็นที่ ธปท.จะต้องเข้าไปปล่อยกู้โดยตรงหรือเลือกบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่สามารถใช้เครื่องมือเพื่อลดต้นทุนทางการเงินให้ธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อตามเป้าหมาย
นอกจากนี้ยังควรอาศัยนโยบายการคลังเข้ามาช่วย เช่น การค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์
“เวลานี้ควรมองปัญหาหนี้ให้กว้างกว่าเดิม เพราะหนี้ครัวเรือนบางส่วนกำลังย้ายจากระบบธนาคารไปยัง Non-bank หรือสหกรณ์ หากหนี้เหล่านี้กลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโดยรวม แต่ไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลอย่างชัดเจน ธปท.อาจจำเป็นต้องขยายบทบาทเพื่ออุดช่องโหว่”
- แนะเปลี่ยน DNA องค์กร
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยตั้งคำถามว่าเวลานี้ “ดอกเบี้ยมันใช้พอหรือไม่ ในภาวะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความผันผวนสูง เขามองว่า ธปท.อาจต้องให้ความสำคัญกับกลไกอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งเพียงการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเข้าแทรกแซง
สิ่งที่ต้องหาคำตอบคือ เหตุใดเงินบาทจึงเคลื่อนไหวแรงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเมื่อดอลลาร์อ่อน บาทสามารถแข็งค่าแรงกว่าประเทศอื่น แต่เมื่อสถานการณ์กลับด้าน บาทก็อ่อนค่าแรงเช่นกัน
ดังนั้น ธปท. จึงควรวิเคราะห์ปัจจัยเฉพาะของไทย และหามาตรการที่แม่นยำกว่าเดิม เพื่อไม่ให้ค่าเงินเคลื่อนไหวรุนแรงกว่าประเทศคู่แข่ง นอกจากเครื่องมือแล้ว ยังเสนอให้เปลี่ยน “DNA” ขององค์กร จากภาพของ “หอคอยงาช้าง” ให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น
ซึ่งมองว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ควรขึ้นอยู่กับผู้ว่าการฯ เพียงคนเดียวแต่ต้องเกิดขึ้นทั้งองค์กร เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้น ไม่ยึดติดเฉพาะตัวหนังสือ กฎระเบียบ หรือกรอบเดิม แต่ต้องทำให้นโยบาย “จับต้องได้ เข้าถึงได้ และเข้าใจได้”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





