“ผู้ค้าทอง” เตรียมหารือ “รมว.คลัง” สิ้นเดือนนี้ หลังรัฐมีแนวทางเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ “แม่ทองสุก” ชี้กระทบทั้งตลาด ไทยอาจสูญเสียการเป็น “ฮับทองคำ” ของภูมิภาค ด้าน “วายแอลจี” ชี้หากขึ้นภาษี หวั่นกระทบผู้ซื้อราคาเพิ่ม ด้าน “ฮั่วเซ่งเฮง” มองราคาทองผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
ประเด็นการจัดเก็บภาษีทองคำและการยกระดับมาตรการควบคุมธุรกรรมทองคำ กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมทองคำไทย หลังภาครัฐมีแนวคิดยกระดับการตรวจสอบเพื่อจัดการปัญหาเงินนอกระบบ หรือ “เงินเทา”
ขณะที่ผู้ประกอบการทองคำมองว่า การใช้มาตรการทางภาษีหรือการจำกัดยอดซื้อขายอาจสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
โดยมองว่าในอดีต ช่วงปี 2540 ประเทศไทยเคยมีการจัดเก็บภาษีทองคำ ก่อนที่จะมีการปลดล็อกในปี 2541 หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองว่าทองคำเป็นเงินตราชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เพียงสินค้าที่ควรถูกจัดเก็บภาษีเช่นเดียวกับสินค้าทั่วไป
หลังจากการปลดล็อกดังกล่าว ตลาดทองคำไทยได้ขยายตัวอย่างมาก โดยอุตสาหกรรมทองคำเติบโตมากกว่า 1,000% จากช่วงเวลานั้นมาจนถึงปัจจุบัน จึงมองว่าการกลับมาพิจารณาจัดเก็บภาษีทองคำอีกครั้ง อาจเป็นการ“ถอยหลังเข้าคลอง”และทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมทองคำในระยะยาว
หากดูภาพรวมตลาดทองคำในปัจจุบัน พบว่าอุตสาหกรรมทองคำ โดยมีขนาดตลาดติดอันดับ 3 หรือ 4 ของภูมิภาค รองจากจีนและอินเดีย อีกทั้งทองคำยังเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของประเทศ และหากตัดยอดทองคำออกจากตัวเลขการค้า หรือเศรษฐกิจ ตัวเลขดังกล่าวอาจลดลงถึง 20%
ดังนั้น จากจุดแข็งดังกล่าว มองไทยควรใช้โอกาสนี้ต่อยอดอุตสาหกรรมไปสู่การเป็น Gold Hub ของภูมิภาค เช่นเดียวกับสิงคโปร์และฮ่องกงที่ประกาศตัวเป็นศูนย์กลางด้านทองคำ โดยใช้มาตรการทางภาษีและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อดึงดูดเม็ดเงินและสร้างสภาพคล่อง
ทั้งนี้ การส่งเสริมอุตสาหกรรมทองคำไม่ควรพิจารณาเฉพาะรายได้ภาษีที่รัฐจะได้รับจากการซื้อขายทองคำ แต่ต้องมองไปถึงกระแสเงินสด หรือ Cash Flow ที่เกิดขึ้นจากธุรกรรมทองคำ เพราะทองคำสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจในระดับสูง
“ในต่างประเทศที่มีการใช้ภาษีและการจำกัดยอดซื้อขาย เช่นเวียดนาม ซึ่งแม้ตลาดทองคำมีการเติบโต แต่การมีทั้งภาษีและมาตรการจำกัดยอดซื้อขายทำให้ตลาดมืดหรือการซื้อขายนอกระบบขยายตัว จนมีขนาดใหญ่กว่าตลาดบนดิน หรือจีน อินเดีย ที่มีการจัดเก็บภาษีทองคำ ยังประสบปัญหาการลักลอบนำเข้าทองคำในระดับสูง ดังนั้นการซื้อขายในระบบอาจถูกผลักกลับไปสู่การซื้อขายนอกระบบ”
ทั้งนี้ มองหากเป้าหมายของภาครัฐคือการสกัดกั้นเงินเทา บัญชีม้า หรือการฟอกเงิน ควรใช้ระบบ KYC หรือ Know Your Customer และ CDD หรือ Customer Due Diligence ที่เข้มข้น แทนการจำกัดยอดซื้อขายหรือเพิ่มภาระทางภาษี
ซึ่งแนวทางดังกล่าวควรทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้ซื้อและผู้ขายได้อย่างชัดเจน รวมถึงกำหนดให้การรับและจ่ายเงินตรงกับชื่อของผู้ใช้บริการ ไม่ผ่านบุคคลที่สาม ซึ่ง YLG มองว่าเป็นแนวทางที่สามารถตรวจสอบเส้นทางเงินได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว เชื่อว่าร้านทองทั่วประเทศพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาเงินนอกระบบ แต่เห็นว่าควรใช้มาตรฐานการตรวจสอบที่เหมาะสม มากกว่าการจำกัดยอดซื้อขายหรือเพิ่มภาระทางภาษี
สำหรับ แนวโน้มราคาทองคำ มองราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่เกินระดับ 6 พันดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือใกล้เคียง 1 แสนบาท หากมีทิศทางที่ชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เกี่ยวกับดอกเบี้ยนโยบายในก.ย.นี้
โดยมองราคาทองในปัจจุบันได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ที่เคยลงไปที่ระดับ 6.1-6.2 หมื่นบาทต่อบาท โอกาสเห็นราคาทองลงไปสู่ระดับดังกล่าวอาจไม่เห็นอีกในอนาคต
ซึ่งมองว่าขณะนี้ราคาทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุด หรือ Bottom out มาแล้ว โดย ฮั่วเซ่งเฮงมองแนวรับสำคัญของราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ตลาดกำลังจับตาแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,400 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเส้น 100 วัน และ 4,500 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเส้น 200 วัน
หากราคาทองคำสามารถทะลุระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าทองคำสามารถกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้อย่างถาวร
สำหรับเป้าหมายราคาทองคำในตลาดโลก ฮั่วเซ่งเฮงประเมินไว้ที่ 4,900-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาสูงสุดเดิม หรือ All-time High เคยทำไว้ที่ 5,595 ดอลลาร์
ทั้งนี้ มองช่วงเวลาที่เหลือจนถึงปลายปีมีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้น โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การเข้าใกล้ช่วงเลือกตั้งสหรัฐ ที่โดนัลด์ ทรัมป์จำเป็นต้องรักษาฐานเสียง ทำให้เงินเฟ้อและค่าครองชีพต้องไม่สูงเกินไป และเมื่อเข้าใกล้การเลือกตั้ง อาจมีการลดความรุนแรงของสถานการณ์สงครามลง อีกปัจจัยคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ซึ่งอาจลดแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ย และเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ



