ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ประกันสุขภาพ” กลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้คนจำนวนมากตระหนักถึงความไม่แน่นอนด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการซื้อประกันสุขภาพ หลายคนยังมองว่าการมีประกันเป็นเรื่องของคนที่มีรายได้สูง หรือเป็นเครื่องมือสำหรับใช้วางแผนภาษีมากกว่าการบริหารความเสี่ยงในชีวิต
หนึ่งในแรงจูงใจสำคัญของภาครัฐคือ “สิทธิลดหย่อนภาษีประกันสุขภาพ” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีนำเบี้ยประกันสุขภาพบางส่วนมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่คำถามสำคัญคือ สิทธิดังกล่าวยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีรูปแบบรายได้และวิถีชีวิตแตกต่างจากคนรุ่นก่อนหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงประโยชน์สำหรับกลุ่มคนรายได้สูงที่ต้องการลดภาระภาษีเท่านั้น
สิทธิลดหย่อนประกันสุขภาพในปัจจุบัน : โอกาสหรือข้อจำกัด?
ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ผู้เสียภาษีสามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพที่จ่ายให้กับบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ได้รับอนุญาต มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี โดยเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
นอกจากนี้ หากเป็นเบี้ยประกันสุขภาพของบิดามารดา ผู้เสียภาษียังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยสามารถหักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี ทั้งนี้ บิดามารดาต้องมีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
มาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนมีการวางแผนด้านสุขภาพและลดภาระของระบบสาธารณสุขในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงสิทธินี้ยังมีข้อจำกัด เพราะผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีจำเป็นต้องเป็นผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษีเสียก่อน
คนรุ่นใหม่กับมุมมองต่อประกันสุขภาพที่เปลี่ยนไป
คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และคนทำงานช่วงต้นอาชีพ มีลักษณะทางการเงินแตกต่างจากคนรุ่นก่อน หลายคนทำงานอิสระ เป็นฟรีแลนซ์ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ทำให้การวางแผนค่าใช้จ่ายระยะยาวเป็นเรื่องท้าทาย
แม้ว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมากจะให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น แต่ปัจจัยด้านราคายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ การจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพรายปีอาจถูกมองว่าเป็นภาระ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทันที เช่น ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่พัก การศึกษา หรือการลงทุนเพื่อสร้างรายได้
ดังนั้น แม้สิทธิลดหย่อนภาษีจะเป็นแรงจูงใจหนึ่ง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ยังมีรายได้ไม่สูงมาก ประโยชน์จากการลดหย่อนอาจไม่มากนัก ตัวอย่างเช่น ผู้ที่เสียภาษีในอัตรา 5% หากซื้อประกันสุขภาพ 20,000 บาทต่อปี จะช่วยลดภาษีได้ประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งอาจไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ
ในทางกลับกัน สำหรับผู้มีรายได้สูงที่อยู่ในฐานภาษีสูงกว่า สิทธิลดหย่อนจะสร้างแรงจูงใจมากกว่า เพราะสามารถลดภาระภาษีได้มากขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่านโยบายนี้ช่วยกระจายโอกาสด้านการเข้าถึงประกันสุขภาพอย่างทั่วถึงหรือไม่
ประกันสุขภาพไม่ควรถูกมองเพียงเครื่องมือลดหย่อนภาษี
แม้ว่าการลดหย่อนภาษีจะเป็นประโยชน์ แต่เหตุผลหลักของการทำประกันสุขภาพควรอยู่ที่การบริหารความเสี่ยงทางการเงินมากกว่า เพราะค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
ข้อมูลจากหลายหน่วยงานด้านสุขภาพสะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรงอาจสูงถึงหลักแสนหรือหลักล้านบาท ขณะที่ระบบสวัสดิการพื้นฐานอาจไม่ครอบคลุมบริการทางเลือกทั้งหมด เช่น ห้องพักพิเศษ การรักษาบางประเภท หรือการเข้าถึงโรงพยาบาลเอกชน
สำหรับคนรุ่นใหม่ การมีประกันสุขภาพจึงอาจเป็นการป้องกันความเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีภาระทางการเงิน เช่น การซื้อบ้าน การสร้างครอบครัว หรือการดูแลพ่อแม่ในวัยสูงอายุ
ทางออกเพื่อให้ประกันสุขภาพเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น
หากต้องการให้ประกันสุขภาพตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น อุตสาหกรรมประกันภัยอาจต้องปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น
1. เบี้ยประกันที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้มีรายได้ประจำเหมือนคนทำงานในอดีต การออกแบบแผนประกันที่สามารถปรับความคุ้มครองตามรายได้หรือช่วงชีวิต จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง
2. ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความเข้าใจง่าย
เงื่อนไขของประกันสุขภาพมักมีรายละเอียดจำนวนมาก ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนรู้สึกเข้าถึงยาก บริษัทประกันควรสื่อสารด้วยภาษาที่ง่ายและโปร่งใสมากขึ้น
3. ใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุน
การขายผ่านช่องทางดิจิทัล การใช้ระบบประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำ และบริการสุขภาพออนไลน์ อาจช่วยลดต้นทุนและทำให้เบี้ยประกันเหมาะสมกับคนวัยเริ่มต้นทำงาน
4. ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน
คนรุ่นใหม่ควรได้รับข้อมูลว่าประกันสุขภาพไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดหย่อนภาษี แต่เป็นเครื่องมือจัดการความเสี่ยง เช่นเดียวกับการออมและการลงทุน
สรุป สิทธิลดหย่อนประกันสุขภาพยังคงเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติ ประโยชน์ด้านภาษีอาจตอบโจทย์กลุ่มผู้มีรายได้สูงมากกว่าคนรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นสร้างฐานะ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการลดหย่อนจำเป็นต้องมีภาษีที่ต้องชำระ และมูลค่าการประหยัดภาษีขึ้นอยู่กับฐานรายได้ของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม การมองว่าประกันสุขภาพเป็นเรื่องของคนรายได้สูงเพียงอย่างเดียวอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในยุคปัจจุบัน เพราะความเสี่ยงด้านสุขภาพสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting



