วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘กรุงไทย’ เตือนเบี้ยวหนี้ยาก ‘ผยง’ ยันระบบตรวจสอบได้ ‘คลิกซ์’ เข้มมาตรการปล่อยกู้

“กรุงไทย” ย้ำเป้าหมายตั้ง “เวอร์ชวลแบงก์” ต้องการเอื้อกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึง “บริการทางการเงิน” ผ่านการใช้ข้อมูลทางเลือกเอื้อคนเข้าสู่ระบบมากขึ้น ไม่ได้หมายถึง “การลดมาตรฐานปล่อยกู้” เตือน “เบี้ยวหนี้” ตรวจสอบได้ พร้อมยันไร้นโยบายลดสัดส่วนถือ “หุ้นเคทีซี” ชูยุทธศาสตร์ One Krungthai สร้าง Ecosystem ข้ามอุตสาหกรรม

กระแสการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะประกาศเตรียม “เบี้ยวหนี้” หลังได้รับอนุมัติสินเชื่อจาก “CLICX” ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และประธานสมาคมธนาคารไทย และธนาคารยังเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ใน “ธนาคารคลิกซ์” กล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank เพื่อต้องการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบ

โดยเฉพาะประชาชนกลุ่ม Unserved และ Underserved ผ่านการใช้ข้อมูลทางเลือกหรือ Alternative Data มาใช้ในการพิจารณาสินเชื่อเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบเดิมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

“Commitment ของเราในฐานะผู้ถือหุ้นและธนาคารภายใต้กำกับของรัฐ คือการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน และเชื่อว่าการใช้ Alternative Data จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ”

 

‘กรุงไทย’ เตือนเบี้ยวหนี้ยาก ‘ผยง’ ยันระบบตรวจสอบได้ ‘คลิกซ์’ เข้มมาตรการปล่อยกู้

ซึ่งการใช้ข้อมูลทางเลือกไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อ แต่เป็นการเพิ่มข้อมูลให้การประเมินลูกค้ามีความแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่มีศักยภาพแต่ไม่เคยมีประวัติสินเชื่อได้รับโอกาสเข้าสู่ระบบการเงิน

ส่วนกรณีที่มีกระแสการ “เบี้ยวหนี้ธนาคารคลิกซ์" หลังปล่อยสินเชื่อนั้นมองว่ายังไม่มีความชัดเจน และสังคมไม่ควรเชื่อโดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ควรให้พื้นที่กับผู้ที่มีพฤติกรรมส่งเสริมการเอาเปรียบระบบการเงิน

คือพฤติกรรมของผู้ที่มีเจตนาเข้ามาเอาเปรียบทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ซึ่งหากมีกลุ่มบุคคลตั้งใจใช้ช่องว่างของระบบเพื่อกู้เงินแล้วไม่ชำระหนี้ ย่อมถือเป็นการเอาเปรียบทรัพยากรของทั้งผู้ฝากเงิน ผู้เสียภาษี และผู้ที่ปฏิบัติตามกติกา ส่งผลให้ระบบจำเป็นต้องมีประสิทธิภาพในการคัดกรองและป้องกันบุคคลกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น

“ระบบธนาคารไทยมีประสบการณ์ในการบริหารความเสี่ยงมาอย่างยาวนาน และมีกลไกตรวจสอบที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะถูกเอาเปรียบ ระบบธนาคารไทยอยู่มาอย่างยาวนาน ซึ่งจะบอกว่าระบบไม่มีความฉลาดเลย คงไม่ใช่”

โดยมองว่า แม้ระบบจะใช้ข้อมูลทางเลือกและเทคโนโลยีดิจิทัลในการพิจารณาสินเชื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้กู้จะสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ เพราะทุกธุรกรรมยังสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้

ทั้งนี้ กรณีที่ “คลิกซ์” มีการหยุดการปล่อยสินเชื่อชั่วคราวนั้น มาจากการมีผู้เข้ามาทดลองใช้บริการจำนวนมาก ทำให้ผู้ให้บริการก็ต้องมีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงและติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานอย่างใกล้ชิด

“กลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมจงใจเอาเปรียบเช่นนี้ ควรจะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะของประเทศต่อไปหรือไม่ และในอนาคตระบบจะมีการพัฒนาวิธีการแยกแยะกลุ่มคนเหล่านี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

สำหรับการดำเนินธุรกิจของ “ธนาคารกรุงไทย” มองว่าการก้าวมาสู่60ปี ถือเป็นจุดสำคัญของธนาคาร และภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ธนาคารก็ต้องปรับบทบาทให้สามารถเชื่อมโยงลูกค้า นักลงทุน และภาคธุรกิจเข้ากับห่วงโซ่เศรษฐกิจระดับภูมิภาคได้มากขึ้น

‘กรุงไทย’ เตือนเบี้ยวหนี้ยาก ‘ผยง’ ยันระบบตรวจสอบได้ ‘คลิกซ์’ เข้มมาตรการปล่อยกู้

อีกปัจจัยสำคัญคือ การที่หน่วยงานกำกับดูแลได้เริ่มปรับโครงสร้างพื้นฐานระบบการเงินครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี หรือ Basic Alignment

ส่งผลให้โมเดลธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่สามารถใช้รายได้จากธุรกิจหนึ่งมาสนับสนุนอีกธุรกิจหนึ่ง แต่เมื่อมาตรฐานใหม่มีผลบังคับใช้ ธนาคารทุกแห่งจำเป็นต้องเร่งปรับ Portfolio และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่มีความยั่งยืน

ซึ่งสิ่งที่กรุงไทยให้ความสำคัญไม่ได้มีเพียงการสร้างผลประกอบการ แต่ต้องมีบทบาทในการช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพราะหากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและระบบธนาคารก็จะถูกจำกัดตามไปด้วย

สำหรับประเด็นโครงสร้างการถือหุ้นใน KTC ยืนยันว่าธนาคารยังไม่มีนโยบายลดสัดส่วนการถือหุ้น และยังคงมอง KTC เป็นบริษัทสำคัญของกลุ่มภายใต้ยุทธศาสตร์ One Krungthai

“เป้าหมายของ One Krungthai คือการสร้าง Synergy ระหว่างทุกบริษัทในเครือ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งฐานลูกค้า เทคโนโลยี ข้อมูล และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน”
โดย KTC ยังเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดบริการทางการเงินของกลุ่ม ทั้งธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และการเชื่อมโยงบริการดิจิทัลในอนาคต ซึ่งรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจการเงินกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่การแข่งขันผ่าน Ecosystem โดยในอดีตการขยายธุรกิจอาจอาศัยการเข้าถือหุ้นหรือซื้อกิจการ แต่ปัจจุบันการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า

ดังนั้น กรุงไทยจึงเดินหน้าหาพันธมิตรรายใหม่ต่อเนื่อง เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในหลายอุตสาหกรรม โดยไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการถือหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี ช่องทางบริการ และฐานลูกค้าร่วมกัน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สุดท้ายมองธุรกิจในอนาคตจะต้องตั้งอยู่บนปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ Partnership และ Data เพราะการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขณะที่ ข้อมูลจะเป็นทรัพยากรสำคัญในการออกแบบบริการทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการเข้าถึงลูกค้าได้ตรงความต้องการมากขึ้น