“กรุงไทย” ย้ำเป้าหมายตั้ง “เวอร์ชวลแบงก์” ต้องการเอื้อกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึง “บริการทางการเงิน” ผ่านการใช้ข้อมูลทางเลือกเอื้อคนเข้าสู่ระบบมากขึ้น ไม่ได้หมายถึง “การลดมาตรฐานปล่อยกู้” เตือน “เบี้ยวหนี้” ตรวจสอบได้ พร้อมยันไร้นโยบายลดสัดส่วนถือ “หุ้นเคทีซี” ชูยุทธศาสตร์ One Krungthai สร้าง Ecosystem ข้ามอุตสาหกรรม
กระแสการโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะประกาศเตรียม “เบี้ยวหนี้” หลังได้รับอนุมัติสินเชื่อจาก “CLICX” ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และประธานสมาคมธนาคารไทย และธนาคารยังเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ใน “ธนาคารคลิกซ์” กล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank เพื่อต้องการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบ
โดยเฉพาะประชาชนกลุ่ม Unserved และ Underserved ผ่านการใช้ข้อมูลทางเลือกหรือ Alternative Data มาใช้ในการพิจารณาสินเชื่อเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบเดิมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
“Commitment ของเราในฐานะผู้ถือหุ้นและธนาคารภายใต้กำกับของรัฐ คือการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน และเชื่อว่าการใช้ Alternative Data จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ”
ซึ่งการใช้ข้อมูลทางเลือกไม่ได้หมายถึงการลดมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อ แต่เป็นการเพิ่มข้อมูลให้การประเมินลูกค้ามีความแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่มีศักยภาพแต่ไม่เคยมีประวัติสินเชื่อได้รับโอกาสเข้าสู่ระบบการเงิน
ส่วนกรณีที่มีกระแสการ “เบี้ยวหนี้ธนาคารคลิกซ์" หลังปล่อยสินเชื่อนั้นมองว่ายังไม่มีความชัดเจน และสังคมไม่ควรเชื่อโดยปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ควรให้พื้นที่กับผู้ที่มีพฤติกรรมส่งเสริมการเอาเปรียบระบบการเงิน
คือพฤติกรรมของผู้ที่มีเจตนาเข้ามาเอาเปรียบทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่งหากมีกลุ่มบุคคลตั้งใจใช้ช่องว่างของระบบเพื่อกู้เงินแล้วไม่ชำระหนี้ ย่อมถือเป็นการเอาเปรียบทรัพยากรของทั้งผู้ฝากเงิน ผู้เสียภาษี และผู้ที่ปฏิบัติตามกติกา ส่งผลให้ระบบจำเป็นต้องมีประสิทธิภาพในการคัดกรองและป้องกันบุคคลกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น
“ระบบธนาคารไทยมีประสบการณ์ในการบริหารความเสี่ยงมาอย่างยาวนาน และมีกลไกตรวจสอบที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะถูกเอาเปรียบ ระบบธนาคารไทยอยู่มาอย่างยาวนาน ซึ่งจะบอกว่าระบบไม่มีความฉลาดเลย คงไม่ใช่”
โดยมองว่า แม้ระบบจะใช้ข้อมูลทางเลือกและเทคโนโลยีดิจิทัลในการพิจารณาสินเชื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้กู้จะสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้ เพราะทุกธุรกรรมยังสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ผ่านข้อมูลดิจิทัลได้
ทั้งนี้ กรณีที่ “คลิกซ์” มีการหยุดการปล่อยสินเชื่อชั่วคราวนั้น มาจากการมีผู้เข้ามาทดลองใช้บริการจำนวนมาก ทำให้ผู้ให้บริการก็ต้องมีมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงและติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานอย่างใกล้ชิด
“กลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมจงใจเอาเปรียบเช่นนี้ ควรจะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะของประเทศต่อไปหรือไม่ และในอนาคตระบบจะมีการพัฒนาวิธีการแยกแยะกลุ่มคนเหล่านี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”
สำหรับการดำเนินธุรกิจของ “ธนาคารกรุงไทย” มองว่าการก้าวมาสู่60ปี ถือเป็นจุดสำคัญของธนาคาร และภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน ธนาคารก็ต้องปรับบทบาทให้สามารถเชื่อมโยงลูกค้า นักลงทุน และภาคธุรกิจเข้ากับห่วงโซ่เศรษฐกิจระดับภูมิภาคได้มากขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญคือ การที่หน่วยงานกำกับดูแลได้เริ่มปรับโครงสร้างพื้นฐานระบบการเงินครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี หรือ Basic Alignment
ส่งผลให้โมเดลธุรกิจของธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่สามารถใช้รายได้จากธุรกิจหนึ่งมาสนับสนุนอีกธุรกิจหนึ่ง แต่เมื่อมาตรฐานใหม่มีผลบังคับใช้ ธนาคารทุกแห่งจำเป็นต้องเร่งปรับ Portfolio และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่มีความยั่งยืน
ซึ่งสิ่งที่กรุงไทยให้ความสำคัญไม่ได้มีเพียงการสร้างผลประกอบการ แต่ต้องมีบทบาทในการช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพราะหากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจและระบบธนาคารก็จะถูกจำกัดตามไปด้วย
สำหรับประเด็นโครงสร้างการถือหุ้นใน KTC ยืนยันว่าธนาคารยังไม่มีนโยบายลดสัดส่วนการถือหุ้น และยังคงมอง KTC เป็นบริษัทสำคัญของกลุ่มภายใต้ยุทธศาสตร์ One Krungthai
“เป้าหมายของ One Krungthai คือการสร้าง Synergy ระหว่างทุกบริษัทในเครือ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งฐานลูกค้า เทคโนโลยี ข้อมูล และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน”
โดย KTC ยังเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดบริการทางการเงินของกลุ่ม ทั้งธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และการเชื่อมโยงบริการดิจิทัลในอนาคต ซึ่งรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจการเงินกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่การแข่งขันผ่าน Ecosystem โดยในอดีตการขยายธุรกิจอาจอาศัยการเข้าถือหุ้นหรือซื้อกิจการ แต่ปัจจุบันการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่า
ดังนั้น กรุงไทยจึงเดินหน้าหาพันธมิตรรายใหม่ต่อเนื่อง เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในหลายอุตสาหกรรม โดยไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการถือหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี ช่องทางบริการ และฐานลูกค้าร่วมกัน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สุดท้ายมองธุรกิจในอนาคตจะต้องตั้งอยู่บนปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ Partnership และ Data เพราะการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขณะที่ ข้อมูลจะเป็นทรัพยากรสำคัญในการออกแบบบริการทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการเข้าถึงลูกค้าได้ตรงความต้องการมากขึ้น



