ล่าสุดบนเวที “เฮ็ดการ เฮ็ดงาน อีสาน-บ้านเฮา” สะท้อนภาพให้เห็นถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญและความกังวลใจในหลายมิติ โดยเฉพาะความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ ความเปราะบางของเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่ดูเหมือนจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าภูมิภาคอื่นอย่างเห็นได้ชัด
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเดินเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” สิ่งที่น่ากังวลคือแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในอดีตประเทศไทยเคยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ 7% ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่ปัจจุบันหลังผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 3%
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ถ้าเศรษฐกิจโต 3% เราคงเสียใจ แต่วันนี้ถ้าโตได้ 3% เรากลับรู้สึกดีใจ”
สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน เพราะตัวเลขการเติบโตที่เคยถูกมองว่าต่ำในอดีต กลับกลายเป็นระดับที่หลายฝ่ายพอใจในปัจจุบัน
ความท้าทายสำคัญ คือ การทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตในระดับสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการพยุงให้เศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยในแต่ละปี ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตเพียง 1.5-1.7% ซึ่งเป็นระดับที่น่ากังวลอย่างมาก
แต่จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการไทยช่วยไทย Plus และพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท อาจช่วยประคองให้เศรษฐกิจเติบโต 2.3%
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดีกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่ยังถือเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพประเทศ ยิ่งสะท้อนว่าโจทย์สำคัญของไทยในระยะต่อไปต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศ
- โลกผันผวน “ช็อก” ถี่ขึ้น
เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูงขึ้น โลกปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคที่เกิดเหตุการณ์ช็อก หรือ Shocks บ่อยครั้งมากขึ้น
และแต่ละเหตุการณ์มีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กดดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูงจาก 68-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขึ้นไปแตะระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
“ความเสี่ยงด้านราคาพลังงานยังไม่หมดไป มีโอกาสสูงที่ราคาน้ำมันกลับขึ้นไปแตะระดับ 40 บาทต่อลิตร เนื่องจากกองทุนน้ำมันมีข้อจำกัดในการแบกรับภาระการอุดหนุนราคา หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใช้รถ แต่จะกระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ทั้งต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่”
- โตไม่ทั่วถึง ติดกับดัก “K-Shape”
อีกหนึ่งความกังวลคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะ K-Shape กล่าวคือ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางด้านขยายตัวดี แต่ผลประโยชน์จากการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจ ขณะที่ประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวเต็มที่
ปีนี้การส่งออกของไทยขยายตัวถึง 14% ขณะที่เงินลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI เพิ่มขึ้นสูง ทำให้การลงทุนโดยรวมเติบโตราว 6% หากมองเฉพาะตัวเลขดังกล่าวอาจสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ลงรายละเอียดจะพบว่าการเติบโตดังกล่าวกระจุกตัวสูงสินค้าที่ทำให้การส่งออกขยายตัวอย่างมาก
ส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับ AI, Data Center และ Cloud Service มีอัตราเติบโตสูง 45% ขณะที่สินค้าส่งออกกลุ่มอื่นเติบโตเพียง 2% ปัญหาคือ การเติบโตของภาคเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยวงกว้างมากนัก
หากดูผู้ผลิตสินค้ากลุ่มไฮเทคที่มีการส่งออกมี 105 ราย ในจำนวนนี้ 85 รายเป็นบริษัทต่างชาติ ทำให้ผลประโยชน์จากการเติบโตไม่ได้ตกอยู่กับธุรกิจไทยหรือประชาชนไทยเต็มเม็ดเต็มหน่วย
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมใหม่ที่มีการลงทุนสูง เช่น Data Center ใช้เงินลงทุนจำนวนมากและใช้พลังงานสูง แต่กลับสร้างการจ้างงานโดยตรงไม่มาก Data Center แต่ละแห่งอาจจ้างงานเพียง 30-40 คน เทียบการลงทุนในอุตสาหกรรมแบบเดิมที่สร้างการจ้างงานและเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศจำนวนมาก
การลงทุนในอุตสาหกรรมยุคใหม่จึงอาจไม่ได้สร้างผลกระจายทางเศรษฐกิจในวงกว้างเท่าที่ควร
อีกประเด็นสำคัญ Local Content หรือสัดส่วนการใช้วัตถุดิบและบริการจากผู้ประกอบการภายในประเทศ การลงทุนทั่วไปอาจมี Local Content 70% แต่ในธุรกิจ Data Center อยู่ที่ 30% เท่านั้น
- “ตัวเลขการลงทุนและการส่งออกที่เติบโตสูง ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยทุกส่วนได้ประโยชน์เท่าเทียมกัน นี่คือภาพของ K-Shape ที่ต้องจับตา หากเศรษฐกิจโตเฉพาะบางกลุ่ม คนส่วนใหญ่ยังมีรายได้และกำลังซื้อที่อ่อนแอ การเติบโตดังกล่าวอาจไม่สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจโดยรวม”
- ปัญหาเชิงโครงสร้าง “หนี้สูง-รายได้ต่ำ”
หนึ่งในพื้นที่น่ากังวลคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้เป็นภูมิภาคที่มีประชากร 1 ใน 3 ของประเทศ มีทรัพยากรและศักยภาพจำนวนมาก แต่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน ปัญหาหนี้ในภาคอีสานรุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น NPL หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 10% ภูมิภาคอื่นอยู่ที่ 3%
“การฟื้นตัวของธุรกิจในภาคอีสานยังล่าช้ากว่าพื้นที่อื่น แม้สินเชื่อขนาดใหญ่ในระบบธนาคารจะกลับมาเติบโตเป็นบวก 4.8% แต่เศรษฐกิจภาคอีสานยังคงติดลบ 10%”
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ บางภูมิภาคยังติดอยู่กับปัญหาหนี้และรายได้ที่ต่ำ ทำให้ไม่กลับมาเติบโตในจังหวะเดียวกับเศรษฐกิจส่วนอื่น ด้านรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในภาคอีสานอยู่ที่ 100,000 บาทต่อปี
ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 260,000 บาทต่อปี สะท้อนช่องว่างทางรายได้ที่มีขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนมีความเปราะบางทางการเงินมากกว่า
ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ในภาคอีสานประมาณ 58% สูงกว่าภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะหนี้ข้าราชการและหนี้รายย่อยที่ ธปท. พบว่ายังคงเป็นโจทย์ที่แก้ไขได้ยาก เมื่อรายได้ต่ำ แต่ภาระหนี้สูง ความสามารถในการบริโภคและการลงทุนของประชาชนย่อมถูกจำกัด เป็นวงจรทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคฟื้นตัวได้ช้ากว่าพื้นที่อื่น
- “ผลิตภาพ” อีสานถดถอยแข่งขันยาก
อีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ว่าการ ธปท. ให้ความสำคัญ คือผลิตภาพของแรงงาน หรือ Productivity โดยเฉพาะในภาคอีสานที่แรงงานประมาณ 50% ยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรมที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะข้าวและยางพารา ซึ่งไทยเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศคู่แข่ง
“ภาคธุรกิจและภาคเกษตรจึงจำเป็นต้องปรับตัว เพิ่มผลิตภาพ และสร้าง Value Added ให้กับสินค้า หากไม่สามารถยกระดับการผลิตได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน อาจนำไปสู่การหายออกจากตลาดในที่สุด”
นอกจากการแข่งขันจากต่างประเทศแล้ว ไทยยังต้องเผชิญกับการเข้ามาของสินค้าจีนที่มีต้นทุนต่ำและราคาที่แข่งขันได้มากกว่า หากธุรกิจไทยไม่สามารถนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่ม ก็จะยิ่งเสียเปรียบคู่แข่งมากขึ้น
เหล่านี้เป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับตัว เพราะหากไม่สามารถสร้างงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพให้แรงงานได้ คนจำนวนมากอาจติดอยู่ในเศรษฐกิจที่มีรายได้ต่ำและมีหนี้สูงต่อไป



