วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ธปท.ชี้ ไทยยังติด 1 ใน 3 เกณฑ์ Monitoring List ลุ้น 1 ปีหลุด

ธปท.เผยไทยติดเพียง 1 ใน 3 เกณฑ์ประเมิน ‘คลังสหรัฐฯ’ แต่ยังอยู่ Monitoring List เหตุเข้าบัญชีต่อเนื่อง 2 รอบ ชี้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดลดเหลือ 2.8% ของจีดีพี พ้นเกณฑ์แล้ว ขณะที่ยังเกินดุลการค้าสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดรอบหน้ามีลุ้นหลุดบัญชีจับตา

นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และ โฆษก ธปท. กล่าวว่า ปัจจุบันสถานะประเทศไทยภายใต้การประเมินนโยบายการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Treasury) ระบุว่า ในรายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 ประเทศไทยยังคงอยู่ในบัญชี Monitoring List แม้รอบนี้จะเข้าเกณฑ์เพียง 1 ใน 3 ข้อ จากเดิมที่เข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ

โดยเบื้องต้นคาดว่าในการประเมินรอบถัดไป ไทยมีโอกาสถูกถอดออกจากบัญชีดังกล่าว หากยังไม่กลับมาติดเกณฑ์เพิ่มเติม

ทั้งนี้ U.S. Treasury มีการประเมินนโยบายการค้าและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญทุกครึ่งปี โดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน และพิจารณาจากเกณฑ์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และการแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง

เกณฑ์แรก คือ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ มากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกณฑ์ที่

สอง คือ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP และเกณฑ์ที่

สาม คือ การแทรกแซงค่าเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมีการซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิมากกว่า 2% ของ GDP และมีการซื้อสุทธิมากกว่า 8 ใน 12 เดือน

สำหรับประเทศที่เข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ จะถูกจัดอยู่ในบัญชี Monitoring List เพื่อให้ U.S. Treasury สามารถติดตามการดำเนินนโยบายของประเทศนั้นอย่างใกล้ชิด

ในการประเมินรอบก่อนหน้า ซึ่งใช้ข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 ถึงเดือนมิถุนายน 2568 ประเทศไทยถูกจัดอยู่ใน Monitoring List เนื่องจากเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด

อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ซึ่งประเมินจากข้อมูลเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2569 สถานะของไทยเปลี่ยนแปลงไป โดยไทยเหลือการเข้าเกณฑ์เพียง 1 ใน 3 ข้อ คือ การเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ ขณะที่ไม่เข้าเกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว

สาเหตุสำคัญมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงจาก 3.8% ของ GDP ในช่วงการประเมินครั้งก่อน มาอยู่ที่ 2.8% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่ U.S. Treasury กำหนดไว้ที่มากกว่า 3% ของ GDP

ขณะที่ด้านการค้าสินค้าและบริการ ไทยยังคงเข้าเกณฑ์ดังกล่าว โดยมีการเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงถึง 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของหลายอุตสาหกรรมที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ

แม้ไทยจะเหลือเข้าเกณฑ์เพียงข้อเดียว แต่ยังคงอยู่ใน Monitoring List เนื่องจาก U.S. Treasury กำหนดว่า ประเทศที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีดังกล่าวจะต้องอยู่ใน List อย่างน้อย 2 รอบการประเมินติดต่อกัน เพื่อให้สามารถติดตามการดำเนินนโยบายได้อย่างใกล้ชิด

ในส่วนของมาตรการด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายและมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ ธปท.ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา รายงานของ U.S. Treasury ได้กล่าวถึงมาตรการต่างๆ เช่น การผ่อนคลายหลักเกณฑ์การนำรายได้กลับประเทศ หรือ Repatriation และการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท

โดย U.S. Treasury เห็นว่า มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ได้มุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทางการค้าแต่อย่างใด

ทั้งนี้ รายงาน U.S. Treasury ฉบับก่อนหน้าเมื่อเดือนมกราคม 2569 ยังได้กล่าวถึงมาตรการ Nonresident Baht account limit และ Nonresident Qualified Companies หรือ NRQC exemption รวมถึงมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่เน้นการดูแลความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น มาตรการ Loan-to-value หรือ LTV และมาตรการ Loan-to-income หรือ LTI

อย่างไรก็ตาม หากผลการประเมินรอบถัดไป ยังคงพบว่าไทยเข้าเกณฑ์เพียง 1 ใน 3 ข้อ และไม่กลับมาติดเกณฑ์เพิ่มเติม (ซึ่งรายงานรอบถักไปคาดว่าจะใช้ระยะเวลา1ปีในการประเมินใหม่)  ก็มีโอกาสที่ไทยจะถูกถอดออกจาก Monitoring List