วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ออมสิน’ มุ่ง‘ฝ่าหนี้-คุมเสี่ยง’ ปั้นสินเชื่อฐานราก เดินเป้าหมาย ‘หนี้เสีย’ ต่ำ 2%

‘ออมสิน’ มุ่ง‘ฝ่าหนี้-คุมเสี่ยง’ ปั้นสินเชื่อฐานราก เดินเป้าหมาย ‘หนี้เสีย’ ต่ำ 2% ภายใต้เศรษฐกิจที่ยังเผชิญ “ความไม่แน่นอนสูง” ต่อเนื่อง ทั้งจากภาวะค่าครองชีพ ภาระหนี้ของประชาชน ความเปราะบางของผู้ประกอบการรายย่อย และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงิน ล้วนมีกระทบโดยตรงทั้งต่อธุรกิจ และต่อระบบธนาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำธุรกิจในปัจจุบันจึงต้องตั้งอยู่บน “ความระมัดระวังต่อเนื่อง”

ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า ภายใต้ความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่หลากหลายรูป พันธกิจของธนาคารต้องเป็น “ธนาคารเพื่อทุกชีวิต” ทั้งการเดินหน้าธุรกิจปกติของธนาคารควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาทางการเงินให้ลูกค้าธนาคารอย่างต่อเนื่อง

แต่การทำหน้าที่เป็นธนาคารเพื่อสังคม ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะต้องดำเนินธุรกิจโดยไม่คำนึงถึงผลกำไร ตรงกันข้าม ธนาคารจำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งทางการเงิน มีผลกำไรที่เพียงพอ และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถนำศักยภาพขององค์กรกลับไปดูแลประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการขยายสินเชื่อให้ได้มากที่สุด แต่เป็นการทำให้สินเชื่อเข้าไปถึงคนที่จำเป็นต้องใช้เงินจริง แนวคิดนี้จึงกลายเป็นแกนกลางของการขับเคลื่อนธุรกิจออมสิน ทั้งในด้านการดูแลลูกหนี้เดิม การสร้างโอกาสให้คนตัวเล็กเข้าถึงแหล่งเงินทุน ควบคู่การพัฒนาสินเชื่อรูปแบบใหม่ๆเพื่อให้ธนาคารสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนได้โดยไม่สร้างความเปราะบางให้กับตัวธนาคารเอง

แต่การช่วยเหลือ ไม่ใช่ไม่คำนึงถึงผลประกอบการ เพราะในความเป็นจริงการทำหน้าที่เพื่อสังคมจำเป็นต้องตั้งอยู่บนฐานของความแข็งแกร่งทางธุรกิจ

ธนาคารต้องมีกำไรที่เพียงพอ เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและมีศักยภาพในการกลับไปสนับสนุนประชาชนต่อไป การสร้างผลกำไรจึงไม่ใช่เป้าหมายที่ขัดแย้งกับการทำหน้าที่เพื่อสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร

ภารกิจของออมสิน คือต้องเข้าไปเติมเต็มช่องว่างของระบบการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารในรูปแบบปกติได้

ทรงพล” มองว่าโจทย์ใหญ่ที่ธนาคารให้สำคัญคือปัญหาหนี้ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มฐานรากที่มีความเปราะบางสูงและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจได้ง่าย การแก้ปัญหาหนี้ไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ที่กลายเป็น “หนี้เสีย” เท่านั้นเพราะเมื่อหนี้กลายเป็นหนี้เสีย ความเสียหายเกิดขึ้นทั้งกับลูกค้าและธนาคาร การดูแลที่มีประสิทธิภาพจึงควรเริ่มตั้งแต่ก่อนที่ลูกค้าจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติ

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การให้ความสำคัญกับลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระเงิน โดยธนาคารมองว่าลูกค้าที่รักษาสัญญาและมีประวัติการชำระหนี้ที่ดีควรได้รับผลตอบแทนจากพฤติกรรมทางการเงินที่ดีเช่นกัน

เช่นการลดดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระดี โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและสินเชื่อครู ให้สามารถรับสิทธิ์ลดอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องเป็นฝ่ายเดินทางมาร้องขอ ต่างจากระบบเดิมที่มักให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียมากกว่าลูกหนี้ที่ยังรักษาวินัยทางการเงินได้

เพราะสุดท้ายหากลูกค้ามีความเสี่ยงลดลง ธนาคารก็มีต้นทุนความเสี่ยงและภาระการตั้งสำรองลดลง ดังนั้น ส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากความเสี่ยงที่ลดลงสามารถส่งต่อกลับไปยังลูกค้าในรูปของต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลงได้

ธนาคารและลูกค้าต่างได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะลูกค้ามีโอกาสลดภาระดอกเบี้ยและปิดหนี้ได้เร็วขึ้น

ขณะที่ธนาคารก็สามารถลดความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว สะท้อนการแก้ปัญหาหนี้ในมุมของ”ออมสิน”ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ต้องสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ารักษาวินัยตั้งแต่ต้นทาง

ไม่เพียงเท่านั้นธนาคารยังให้ความสำคัญกับ “สินเชื่อสร้างอาชีพ” วงเงิน 50,000 บาท ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นประกอบอาชีพสามารถเข้าถึงเงินทุนมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ควบคู่กับความพยายามในการใช้ข้อมูลพฤติกรรมเข้ามาประกอบการพิจารณาความเสี่ยง เพื่อให้สามารถแยกแยะระหว่างคนที่มีความตั้งใจจริงกับคนที่มีความเสี่ยงสูงได้มากขึ้น

ผ่าน “Loan On-Demand” ปรับสินเชื่อตามฤดูกาล ลดภาระลูกค้าเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบกระแสเงินสดของธุรกิจมากขึ้น

สำหรับภาพรวมธนาคาร ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมประมาณ 3 ล้านล้านบาท และมีพอร์ตสินเชื่อประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท โดยฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมีความเปราะบางมากกว่าลูกค้ากลุ่มอื่น

ภายใต้โครงสร้างพอร์ตดังกล่าว การบริหารคุณภาพสินทรัพย์จึงเป็นโจทย์สำคัญ เพราะธนาคารต้องทำหน้าที่ขยายโอกาสทางการเงินให้กับกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความเสี่ยงไม่ให้กลายเป็นปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ในอนาคต

วันนี้ธนาคารสามารถบริหารหนี้เสียให้อยู่ในระดับประมาณ 3.5% ได้ แม้จะมีฐานลูกค้าที่มีความเปราะบางจำนวนมาก แต่เป้าหมายในระยะต่อไปคือการลดหนี้เสียลงมาอยู่ในระดับไม่เกิน 2% ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างธนาคารกับลูกค้า โดยเฉพาะเรื่องความซื่อสัตย์และวินัยทางการเงิน

เหล่านี้สะท้อนว่าการบริหาร “หนี้เสีย” ไม่ได้เป็นหน้าที่ของธนาคารเพียงฝ่ายเดียว แต่ลูกค้าก็มีบทบาทสำคัญในการทำให้คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ธนาคารจะต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงของลูกค้าได้แม่นยำกว่าเดิม เช่นการใช้ Behavior-based Pricing หากลูกค้าที่มีพฤติกรรมดีและมีความเสี่ยงต่ำควรได้รับต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง

หากระบบนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธนาคารก็จะสามารถสร้างวงจรเชิงบวกขึ้นมาได้ คือ ลูกค้ามีวินัยมากขึ้น ความเสี่ยงลดลง ต้นทุนของธนาคารลดลงและผลประโยชน์บางส่วนสามารถส่งกลับไปยังลูกค้าในรูปของดอกเบี้ยที่ต่ำลง

สิ่งที่ “ออมสิน”กำลังทำอีกด้าน คือการดำเนินธุรกิจของออมสินยังสะท้อนผ่านระดับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยหรือSpread ซึ่งอยู่ประมาณ 1.7%เมื่อเทียบกับระดับเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ประมาณ 3%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งหวังการทำกำไรสูงสุด

แต่ยังคงต้องรักษาระดับผลประกอบการให้เพียงพอต่อการดำรงอยู่และรองรับความเสี่ยง
สำหรับธนาคารที่มีภารกิจดูแลกลุ่มฐานราก การรักษาสมดุลระหว่าง“กำไร”กับ“ภารกิจเพื่อสังคม”

จึงเป็นโจทย์ที่มีความละเอียดอ่อน หากกำไรมากเกินไป ต้นทุนทางการเงินของลูกค้าอาจสูงขึ้น แต่หากกำไรต่ำเกินไป ธนาคารก็อาจไม่สามารถสร้างความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับความเสี่ยงจากพอร์ตสินเชื่อขนาดใหญ่ได้

ดังนั้น เป้าหมายของออมสินจึงอยู่ที่การสร้างกำไรในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง และมีพื้นที่เพียงพอในการทำหน้าที่สนับสนุนประชาชนต่อไป

สิ่งที่อยากเห็นหลังจากนี้คือ “เราอยากเห็นออมสินเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน และเป็นที่พึ่งที่ทำให้คนที่มีหนี้สามารถหายใจออกได้”