วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ธปท.เตือน ‘หนี้เสีย’ ยังขาขึ้น ‘วิทัย’ รับเอ็นพีแอล ‘เอสเอ็มอี-รายย่อย’ น่าห่วงสุด

ธปท. จับตาความเสี่ยงครึ่งปีหลัง รับ “หนี้เสีย” แม้จะอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ แต่ยังเป็นทิศทาง “ขาขึ้น” และทิศทางขยับต่อโดยเฉพาะหนี้เสียจาก “เอสเอ็มอี-รายย่อย” สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

ภายใต้ “เศรษฐกิจโลก” ที่เผชิญความผันผวนรุนแรง และเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นถี่กว่าที่เคย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับบทบาทจากการเป็น “ผู้ดูแลเสถียรภาพด้านการเงิน” ไปสู่การมีส่วนร่วมแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ” มากขึ้น

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ธปท. ยังคงติดตามต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2569

โดยเฉพาะสิ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญคือ “หนี้ครัวเรือน” แม้ตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่ควรตีความว่าปัญหาหนี้คลี่คลายแล้ว เพราะการลดลงของสัดส่วนดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการที่จีดีพีขยายตัวจากภาวะเงินเฟ้อ มากกว่าการลดลงของยอดหนี้จริง 

ธปท.เตือน ‘หนี้เสีย’ ยังขาขึ้น ‘วิทัย’ รับเอ็นพีแอล ‘เอสเอ็มอี-รายย่อย’ น่าห่วงสุด

ดังนั้น ในเชิงมูลค่าหนี้ครัวเรือนยังไม่ได้ลดลงมาก ขณะที่สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้การขยายตัวของหนี้ใหม่ชะลอลง และทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลงบางส่วน

ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน จึงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการ หรือโครงการเพียงครั้งเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่ดำเนินการต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ธปท. และสถาบันการเงิน เพื่อช่วยลดภาระประชาชนในระยะยาว

หากเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือที่ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็มีโอกาสค่อยๆ คลี่คลายในระยะกลาง และยาว

ดังนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง ธปท. ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมีอยู่ 3 เรื่องคือ เงินเฟ้อ การเติบโตเศรษฐกิจ และคุณภาพสินเชื่อระบบธนาคาร

โดย “คุณภาพสินเชื่อ” ที่ ธปท. ยังคงติดตามใกล้ชิดเกี่ยวกับแนวโน้ม “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (NPL) ใกล้ชิด โดยคาดเอ็นพีแอลยังขยับ “เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะหนี้เอ็นพีแอลในส่วนหนี้เอสเอ็มอี และรายย่อย จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แต่เชื่อจะยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และ ธปท. พร้อมทยอยออกมาตรการรองรับตามความเหมาะสม

สำหรับ “เงินเฟ้อ” แรงกดดันด้านราคามีแนวโน้มผ่อนคลายลงโดยอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอาจต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่มีแนวโน้มไม่เร่งตัวตามที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบอย่างใกล้ชิด เพราะยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และสงครามในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผ่านมายังเงินเฟ้อของไทยได้

ด้าน “การเติบโตเศรษฐกิจ” ธปท. คาดจีดีพีปีนี้จะขยายตัวประมาณ 2.3% แม้จะไม่ใช่อัตราการเติบโตที่สูงนัก แต่ถือว่าดีกว่าที่เคยกังวลในช่วงที่สถานการณ์สงครามรุนแรง ซึ่งเคยมีการประเมินว่าเศรษฐกิจอาจขยายตัวเหลือเพียงประมาณ 1.5% โดยความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคับประคองการเติบโต 

สำหรับมุมมองภาพเศรษฐกิจโดยรวมมองวันนี้เราอยู่ในโลกที่แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะความไม่แน่นอน และเหตุการณ์ช็อกระดับโลก (Global Shock) ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งคราวเหมือนในอดีต แต่เกิดขึ้นถี่ขึ้นจนกลายเป็นความปกติใหม่ ส่งผลให้ทั้งภาคธุรกิจ และสถาบันการเงินไม่สามารถดำเนินงานด้วยแนวคิดเดิมได้อีกต่อไป

เดิมทีเหตุการณ์กระทบเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ อาจเกิดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในรอบสิบปี แต่ปัจจุบันกลับเกิดขึ้นแทบทุกปี ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน หรือภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ทำให้องค์กรจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรองรับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว เทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว ผู้บริหาร ธปท. เห็นว่า AI จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ขององค์กร ภาคธุรกิจจึงควรเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในระยะยาว

ขณะเดียวกัน แนวคิดการดำเนินธุรกิจเองก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งสร้างผลกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างการเติบโตที่สมดุล โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งลูกค้า ผู้ประกอบการ ซัปพลายเออร์ พนักงาน ชุมชน และสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

สอดคล้องกับแนวทาง ESGและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกธุรกิจ

ในด้านประเด็น Thai Baht Stablecoin ที่ ธปท.อยู่ระหว่างการผลักดันถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลของไทย โดย ธปท.คาดว่าจะมีความชัดเจนของหลักเกณฑ์ภายในสิ้นปีนี้

การเกิดขึ้นของ Thai Baht Stablecoin ที่อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์ ไม่ใช่การสร้างสกุลเงินใหม่ขึ้นมาแข่งขันกับเงินบาท แต่เป็นกลไกการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงิน”

ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การชำระเงิน การต่อยอดบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินไทยในอนาคต

ด้านการกำกับดูแล ธปท. เตรียมใช้ระบบการออกใบอนุญาต โดยผู้ที่จะออก Stablecoin จะต้องได้รับอนุญาตจาก ธปท. และจำนวนผู้ได้รับใบอนุญาตจะมีอย่างจำกัด เพื่อให้สามารถกำกับดูแลความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

โดยหลังจากนี้จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาและประกาศใช้ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลารวมประมาณ 3 เดือน และมีความชัดเจนภายในสิ้นปี

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์