“เอกนิติ” จี้เลขาฯ ก.ล.ต.ปม “สุภาพร พิมพงษ์” รายงานยื่นแบบ 246-2 หุ้นทรูมูลค่า 3 หมื่นล้าน ย้ำความโปร่งใส-ความเชื่อมั่น “ตลาดทุนไทย” เป็นนโยบายสำคัญ ลั่นหากพบช่องโหว่ต้องเร่งตรวจสอบและปิดโดยเร็ว ก.ล.ต.เตรียมสรุปข้อมูลแบบ 246-2 พร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะวางมาตรการเพิ่ม “วงใน” เผย ปมรายงาน “หุ้นทิพย์” เกิดครั้งแรกรอบ 20 ปี
ล่าสุดต้องเผชิญ “บทลงโทษ” ข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จหลัง ก.ล.ต.ประสานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เรียก “สุภาพร” มาให้ปากคำวันที่ 10 ก.ค.2569
แต่ทว่า “ข้อกังขา” มุมมองนักลงทุนยังไม่กระจ่าง ตั้งแต่การอนุมานว่า “สุภาพร” เป็นนอมินีของใครจึงมีเงินมหาศาลเป็นทุนเทานำมาฟอกเงินหรือไม่ หรือเป็นการแจ้งเท็จโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหตุผลใดสำนักงาน ก.ล.ต.ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบจึงปล่อยให้มีรายงานเท็จ ซึ่งไม่มีกระบวนการตรวจเช็กความถูกต้องหรืออย่างไร ซึ่งประเด็นดังกล่าวยิ่งซ้ำเติม “ความเชื่อมั่น” ในตลาดทุนไทย
ดังนั้น กรณีรายงานข้อมูลเท็จจึงเป็น “ชนวนเหตุ” สร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดทุนไทยจากกรณีการยื่นแบบ 246-2 ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก็เปลี่ยนทิศทางราคาหุ้น ความรู้สึกนักลงทุนได้ทันที
นี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกของ ก.ล.ต.ที่มีการรายงานการแจ้งข้อมูลการถือหุ้นที่ผิดพลาดหรือมีข้อสงสัยเกิดขึ้นหลายครั้ง
ตั้งแต่กรณี น.ส.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ในหุ้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และกรณีนายพิชญ์ โพธารามิก เคยมีประเด็นรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS คลาดเคลื่อน
จนถึงกรณีล่าสุดหุ้น TRUE ในสัดส่วน 7.0992% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ก่อนที่ TRUE ออกมาชี้แจงไม่พบข้อมูลที่สอดคล้องรายงานดังกล่าว และแจ้งสำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มแม้รายละเอียดแตกต่างกัน แต่ช่องโหว่คือ “ข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ” ไม่ตรงข้อเท็จจริง
- “เอกนิติ” จี้ ก.ล.ต.สอบปมปริศนา “หุ้นทรู”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การประชุมคณะทำงาน Connect the Dots วันที่ 13 ก.ค.2569 ติดตามความคืบหน้าจัดทำระบบเชื่อมโยงข้อมูลการเงินระหว่างหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามธุรกรรมการเงิน ปิดช่องโหว่เส้นทางเงินสีเทาและยกระดับป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติ
ขณะเดียวกันจะนำกรณีข้อสงสัยกรณี สุภาพร พิมพงษ์ หลังมีชื่อเกี่ยวข้องข้อมูลซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE มูลค่า 30,000 ล้านบาท ผ่านแบบรายงาน 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต.ไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มจากเลขาธิการ ก.ล.ต.ที่ร่วมประชุมครั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนและตรวจสอบข้อเท็จจริง
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้บุคคลเป็นบัญชีม้าหรือการนำข้อมูลบุคคลไปใช้เป็นนอมินีในตลาดทุน ว่าบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องธุรกรรมจริงหรืออาจถูกนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้เกี่ยวข้อง
รวมทั้งย้ำว่าการตรวจสอบประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย โดยกระทรวงการคลังให้ความสำคัญการยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในระบบตลาดทุน พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากพบจุดอ่อนหรือช่องโหว่ในระบบต้องเร่งแก้ไขและปิดช่องโหว่โดยเร็ว
“ความโปร่งใสและการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนเป็นนโยบายที่มอบหมายให้ดำเนินการอยู่แล้ว หากมีจุดโหว่ตรงไหนก็ต้องรีบปิด”
- ก.ล.ต.รับข้อเสนอวางมาตรการเพิ่ม
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต.เปิดเผยว่า จากประเด็นที่สาธารณะสนใจกรณีผู้รายงานแบบ 246-2 รายนางสาวสุภาพร พิมพงษ์ รวมทั้งสื่อมวลชนติดตามความคืบหน้าการดำเนินการของ ก.ล.ต. ในกรณีดังกล่าว จึงขอให้ข้อมูลเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
ประเด็นแรก ก.ล.ต.ดำเนินการจัดการข้อมูลแบบ 246-2 ที่เผยแพร่สู่สาธารณะ โดยมีรายละเอียดเป็นไปตามที่ให้ข้อมูลเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สรุปได้ว่า ก.ล.ต.ได้นำข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบแล้ว ซึ่งก่อนหน้าได้มีการขึ้นคำเตือนมาเป็นระยะ
ประเด็นที่สอง กรณี ก.ล.ต.ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้รายงานข้อมูลเท็จในระบบ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดทอนความสับสนของผู้ลงทุน เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 นั้น
ก.ล.ต.เผยแพร่ข้อเท็จจริงแก่สาธารณะว่า ก.ล.ต.ได้ดำเนินการร่วมกับ บก.ปอศ. ในการยืนยันตัวตนและเชิญให้ผู้รายงานมาให้ถ้อยคำ
ขณะนี้อยู่ในกระบวนการขั้นตอนการให้สิทธิในการชี้แจงที่ต้องเป็นไปตามกระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างรัดกุม (Due Process of Law) โดย ก.ล.ต.จะเปิดเผยรายละเอียดเมื่อได้ข้อสรุปการดำเนินการในไม่ช้านี้
รวมทั้ง ก.ล.ต.ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ภายใต้การดำเนินการที่ผ่านมา ก.ล.ต.ติดตาม รับฟังข้อมูลความคิดเห็นในด้านต่าง ๆ พร้อมชี้แจงการดำเนินการ เพื่อป้องกันการสับสนจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องที่มีการเผยแพร่ และพร้อมรับข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติม
ทั้งนี้เพื่อนำมาศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อป้องกัน และป้องปรามเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าว เพื่อให้เกิดความมั่นใจในข้อมูลที่เป็นสารสนเทศที่ถูกต้องในตลาดทุนต่อไป
- ปมรายงาน ‘หุ้นทิพย์’ ชี้เกิดครั้งแรกในไทย
แหล่งข่าวสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา “ไม่เคยเกิด” เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นในไทยมาก่อน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในลักษณะนี้ “เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่น” เช่น สหรัฐอเมริกา ที่เคยประสบปัญหาการท้าทายระบบแบบเดียวกัน
ความเท่าเทียมของข้อมูลนั้น ก.ล.ต. มีหลักการว่าเมื่อมีการยื่นรายงาน ข้อมูลสำคัญควรได้รับการเผยแพร่เพื่อให้ทุกคนรับรู้พร้อมกันทันที ไม่ควรให้ ก.ล.ต. กักข้อมูลไว้ตรวจสอบก่อน เพราะจะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล
และหน้าที่ความรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลเป็นของผู้ยื่นรายงาน แต่ ก.ล.ต. จะทำหน้าที่เฝ้าระวัง หากพบข้อสังเกตก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและขึ้นป้ายเตือน
ทางด้าน มาตรฐานระบบ ก.ล.ต. ยืนยันว่าระบบการลงทะเบียนไม่ได้ “หลวม” และมีมาตรฐานที่เพียงพอ โดยมีการถามข้อมูลเชิงลึกเพื่อยืนยันตัวตน
สำหรับความคืบหน้าและการดำเนินการทางกฎหมาย นั้น ก.ล.ต. ได้มีการติดต่อและยืนยันแล้วว่าผู้รายงานมีตัวตนจริง และได้มีการสอบถามไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องครบทั้ง 6 แห่งแล้ว ขณะที่การขยายผลขณะนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ เส้นทางการเงิน
และประเด็นเรื่อง “บัญชีม้า”
ทางด้านบทลงโทษยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินคดีอย่างไร และจะนับเป็นรายกระทงความผิดหรือรวมเป็นคดีเดียว ซึ่งต้องรอผลสรุปจากการตรวจสอบที่ชัดเจนก่อน
- เบื้องหลังสอบ “สุภาพร” ไขปมหุ้นทรู
พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าคดีกล่าวว่า “สุภาพร พิมพงษ์” ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว
โดยเป็นการเชิญตัวจาก ก.ล.ต. เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาว่า มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์หรือไม่
โดยจากการสอบถามเบื้องต้น “สุภาพร พิมพงษ์” ให้การว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เธอเข้าใจว่ามีการหักเงินจากบัญชีธนาคารกสิกรไทยของตนเองเพื่อนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนต่างประเทศเป็นประจำ หรือ DCA จึงเชื่อมาตลอดว่าตนเองเป็นผู้ถือครองหลักทรัพย์ดังกล่าว
ต่อมาเมื่อเห็นว่าเวลาผ่านไปหลายปีและต้องการตรวจสอบสิทธิในการรับเงินปันผล จึงได้ติดต่อสอบถามไปยัง ก.ล.ต. เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินการในฐานะผู้ถือหุ้น โดยได้รับคำแนะนำว่าหากมีการถือครองหลักทรัพย์ก็ต้องดำเนินการรายงานข้อมูลการถือครองตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
หลังจากนั้น “สุภาพร” ได้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการรายงานการถือหุ้นต่างประเทศผ่านทางอินเทอร์เน็ต และพบข้อมูลของ Thai NVDR จึงเข้าใจว่าเป็นช่องทางหรือฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ที่ตนถืออยู่ เมื่อพบข้อมูลเกี่ยวกับหุ้น จึงได้นำข้อมูลดังกล่าวมากรอกในแบบรายงาน โดยเข้าใจว่าเป็นหลักทรัพย์ของตนเอง
- ตรวจสอบถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศ
สำหรับคำให้การดังกล่าวเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่ผู้ให้ข้อมูลชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดว่า
สอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่ รวมถึงต้องตรวจสอบว่ามีการถือครองหลักทรัพย์ในต่างประเทศตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่
สำหรับสถานะคดีในขณะนี้ ยืนยันยังไม่ถือเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ เนื่องจาก ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายหลักทรัพย์ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมด หากภายหลังเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิด จึงจะเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษมายัง บก.ปอศ. เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนของกฎหมาย
พันตำรวจเอกวิญญู กล่าวย้ำว่า ความคืบหน้าของเรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับผลการพิจารณาของ ก.ล.ต. เป็นสำคัญว่าการกรอกข้อมูลการถือครองหุ้นดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจผิด หรือมีเจตนาบิดเบือนข้อมูลและเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
หาก ก.ล.ต. มีความเห็นว่ามีมูลความผิด ก็จะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ บก.ปอศ. เพื่อให้ตำรวจรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


