วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ถอดรหัส “เฟด-นโยบายการเงิน-ฟุตบอลโลก” บทเรียนจาก ’สิงโตคำราม-ฟ้าขาว’ ถึง ’Kevin Warsh’

‘ดอน’ ถอดรหัส “เฟด-นโยบายการเงิน-ฟุตบอลโลก” หลัง Kevin Warsh เดินหน้าปฏิวัติการสื่อสารนโยบายการเงิน ชวนตลาดจะตีความเศรษฐกิจได้แม่นยำขึ้น หรือความผันผวนจะยิ่งเพิ่มขึ้น พร้อมชวนถอดบทเรียนผ่านเกมฟุตบอลโล

"ดอน นาครทรรพ" ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยผ่านเฟสบุ๊คถึง "เฟด นโยบายการเงิน และฟุตบอลโลก บทเรียนจากสิงโตคำรามและฟ้าขาวถึง Kevin Warsh"

โดยระบุว่า ช่วงนี้ บอลโลก 2026 กำลังเข้มข้น ผมเลยขอถือโอกาสนี้ หยิบยกการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh มาเชื่อมโยงกับบอลโลก รับรองว่าหลายท่านคาดไม่ถึงครับ

ตั้งแต่ช่วงที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานเฟด Warsh ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาจะเข้าไปปฏิรูปการทำงานของเฟดในหลายๆด้าน หนึ่งในนั้นคือ การสื่อสารนโยบายการเงินของเฟด
 

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของ Warsh ในฐานะประธาน เขาแสดงให้โลกเห็นว่า เขาพูดจริงทำจริง โดยเขาหั่นแถลงการณ์ผลการประชุม FOMC เหลือเพียงครึ่งหน้า เหลือแค่การตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการฯ และรายละเอียดการดำเนินการด้านตลาดเงินของเฟดเท่านั้น ไม่มีส่วนที่เป็นการประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ เลย

ที่สำคัญ ไม่มีการให้สัญญาณทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า (forward guidance) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของแถลงการณ์ FOMC ตั้งแต่ยุคของ Ben Bernanke (2006-2014)

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของ Warsh ในฐานะประธาน เขาแสดงให้โลกเห็นว่า เขาพูดจริงทำจริง โดยเขาหั่นแถลงการณ์ผลการประชุม FOMC เหลือเพียงครึ่งหน้า

เหลือแค่การตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการฯ และรายละเอียดการดำเนินการด้านตลาดเงินของเฟดเท่านั้น ไม่มีส่วนที่เป็นการประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ เลย

ที่สำคัญ ไม่มีการให้สัญญาณทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า (forward guidance) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของแถลงการณ์ FOMC ตั้งแต่ยุคของ Ben Bernanke (2006-2014)

ช่วงตอบคำถามสื่อ Warsh บอกว่า forward guidance ไม่เหมาะสมกับบริบทนโยบายในปัจจุบัน และไม่ใช่เรื่องของเฟดที่ต้องไปบอกใบ้ตลาด

เขาขยายความว่า ตลาดการเงินควรโฟกัสที่ข้อมูลเศรษฐกิจ มากกว่าพยายามคาดเดาว่าเฟดจะทำอะไรต่อไป การที่ตลาดประเมินราคาสินทรัพย์จากข้อมูลเศรษฐกิจ โดยที่ไม่มี forward guidance จะทำให้ราคาสินทรัพย์สะท้อนมุมมองที่เป็นอิสระของตลาด ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางด้วย

แปลง่ายๆว่า Warsh อยากเห็นราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้น ราคาตราสารหนี้ หรืออัตราแลกเปลี่ยน ที่เกิดจากตลาดประเมินว่าเฟดควรจะทำอะไรจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ทั้งตลาดและเฟดเห็น ไม่ใช่ราคาที่เกิดจากการประเมินว่าเฟดจะทำอะไร

เช่น ตลาดคิดว่าเฟดควรจะขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่กล้า price in การขึ้นดอกเบี้ยมากนัก เพราะ forward guidance บอกว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย ทำให้ราคาสินทรัพย์บิดเบือนและไม่สะท้อนสิ่งที่ควรจะเป็น

สำหรับ Dot Plot หรือแผนภูมิที่แสดงคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตของกรรมการแต่ละคนแบบไม่เปิดเผยตัวตน ที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยนั้นยังมีอยู่ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะอยู่อีกนานเท่าไร เพราะ Warsh บอกว่าเขาไม่เห็นประโยชน์ของ Dot Plot โดยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา เขาเป็นกรรมการคนเดียวที่ไม่ได้ส่ง Dot Plot ของตัวเองครับ

ก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า ตลาดใช้ทั้งเทคนิค text mining และ AI วิเคราะห์แถลงการณ์ FOMC แบบคำต่อคำ โดยเฉพาะการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงจากแถลงการณ์ครั้งก่อนหน้าเพื่อค้นหาสัญญาณนโยบาย แต่เมื่อ Warsh ปรับแถลงการณ์ให้สั้นลงและตัด forward guidance ออกไป

นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยถึงกับไปไม่ถูก เพราะสิ่งที่เคยเป็นวัตถุดิบสำคัญในการ "อ่านใจเฟด" หายไปเกือบหมด

ถึงตรงนี้ผู้อ่านคงมีคำถามว่า แล้วแนวคิดของ Warsh เกี่ยวข้องอะไรกับบอลโลก?

บอลโลกปีนี้ อังกฤษกับอาร์เจนติน่ากลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศครับ ทำให้ผมนึกถึงสุนทรพจน์ของ Mervyn King อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (2003-2013) ที่ผมเคยอ่านเมื่อปี 2005 ซึ่งเขาใช้การดวลกันของคู่ปรับตลอดกาลคู่นี้มาเปรียบเทียบกับการดำเนินนโยบายการเงินได้ลึกซึ้งอย่างน่าเหลือเชื่อครับ

สำหรับคนในวงการธนาคารกลาง King ถือว่าเป็นนายธนาคารกลางที่มีอิทธิพลทางความคิดสูงมากคนหนึ่ง แนวคิดหลายอย่างของเขาไม่เพียงแต่มีอิทธิพลในอังกฤษ แต่ยังเป็นที่ยอมรับของวงการธนาคารกลางทั่วโลก และที่สำคัญ สุนทรพจน์ของเขาแต่ละชิ้นมีความเฉียบคมมากครับ

ในสุนทรพจน์นั้น King พูดถึงทฤษฎีอัตราดอกเบี้ยแบบมาราโดนา (Maradona theory of interest rates) ใช่ครับ Maradona เดียวกับ Diego Maradona ที่เป็นสุดยอดตำนานลูกหนังของอาร์เจนตินาในอดีต ก่อนหน้า Lionel Messi ในปัจจุบันครับ

เอาจริงๆ ทฤษฎีนี้ไม่ใช่ทฤษฎีใหม่ แต่เป็นการเปรียบเทียบการดำเนินนโยบายการเงินให้เห็นภาพของ King ครับ

ในฟุตบอลโลกปี 1986 รอบ 8 ทีมสุดท้าย อาร์เจนตินาเอาชนะอังกฤษ 2:1  และผ่านเข้ารอบไปเป็นแชมป์โลกในปีนั้น ซึ่งทั้ง 2 ประตูของ Maradona ในแมตช์นั้นยังเป็นที่จดจำของหลายคนจนถึงทุกวันนี้

สุนทรพจน์ของ King อ้างอิง 2 ประตูในประวัติศาสตร์ของ Maradona โดยประตูแรก “หัตถ์ของพระเจ้า”  King เปรียบกับการดำเนินนโยบายการเงินในยุคเก่า ที่เน้นความคลุมเครือและการรักษาภาพลักษณ์อันลึกลับ (Mystery and mystique) ของธนาคารกลาง ได้ผลได้บ้างไม่ได้บ้าง ต้องพึ่งพาโชคเหมือน Maradona ที่กรรมการมองไม่เห็นว่าเขาใช้มือทำประตู

และประตูที่สอง “ประตูแห่งศตวรรษ” เปรียบได้กับการดำเนินนโยบายการเงินในยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนโดยอาศัยการจัดการการคาดการณ์ของตลาด เช่นเดียวกับ Maradona ที่วิ่ง 60 หลาจากแดนตัวเอง ผ่านผู้เล่นอังกฤษ 5 คนได้แบบแทบจะเป็นเส้นตรงตลอดทาง เพราะผู้เล่นอังกฤษคิดว่าเขาจะหลบซ้ายหลบขวา จึงขยับตัวไปดักล่วงหน้า เปิดทางให้เขาขึ้นไปยิงประตูได้อย่างสบายๆ

หากจะเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ถ้าธนาคารกลางสามารถทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางเอาจริงเอาจังกับการดูแลเงินเฟ้อ เช่น ส่งสัญญาณ Hawkish hold (คงดอกเบี้ยนโยบายแต่ส่งสัญญาณว่าพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อ) เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางก็จะไม่เพิ่มมาก ธนาคารกลางก็ไม่จำเป็นจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หรือขึ้นก็ขึ้นไม่มากนัก

ในทางปฏิบัติ ธนาคารกลางหลายแห่งใช้ forward guidance เป็นเครื่องมือสำคัญในการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์ของตลาดครับ การที่ Warsh ตัด forward guidance ออกไปจากแถลงการณ์ FOMC จึงถือเป็นการปฏิวัติใหญ่ของแนวทางสื่อสารนโยบายการเงินทีเดียวครับ และเนื่องจากเฟดเป็นธนาคารกลางที่มีอิทธิพลสูง หากแนวทางดังกล่าวได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิผล ก็มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางอื่นจะนำไปประยุกต์ใช้ต่อครับ

คำถามสำคัญคือ การตัด forward guidance ออกไป จะช่วยให้ตลาดค้นหาราคาสินทรัพย์ที่สะท้อนข้อมูลเศรษฐกิจได้ดีขึ้นจริงตามที่ Warsh เชื่อหรือไม่ หรือจะกลับเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินมากขึ้น ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะประเมินผลได้

แต่ความพีคยังไม่จบแค่นี้ครับ Warsh ได้ตั้งคณะทำงาน (Task force) ขึ้นมาดูกลยุทธ์การสื่อสารของเฟดอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะ ซึ่งผมว่าเขาใจกว้างทีเดียว โดยเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาได้แต่งตั้ง King  ที่เป็นเจ้าของทฤษฎี Maradona theory of interest rates มาเป็นหัวหน้าคณะทำงานร่วมชอง Task force นี้ครับ

สุดท้ายนี้ การสื่อสารนโยบายการเงินถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงินในโลกยุคใหม่ ผมเชื่อว่าพัฒนาการของเฟดหลังจากนี้จะเป็นที่จับตามองของธนาคารทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ถ้ามีข้อสรุปอย่างไร ผมจะมาอัปเดตให้ทราบอีกครั้งครับ