ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อจำนวน “ผู้สูงอายุ” เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับ “ธุรกิจประกันชีวิต” การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการออกแบบกรมธรรม์ใหม่ แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การสนับสนุนให้ผู้คนมีชีวิตที่ยืนยาว และมีคุณภาพ
สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2025 ว่าการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบริษัทประกันเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับโรงพยาบาลในฐานะพันธมิตรสำคัญของระบบประกันสุขภาพ โดยการทำงานต้องยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Outside-in) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวก โปร่งใส และมีคุณภาพ
การจัดงาน Hospital Awards จึงไม่ได้เป็นเพียงการมอบรางวัลแก่โรงพยาบาลคู่สัญญา แต่เป็นกลไกในการยกระดับมาตรฐานการรักษา และบริการร่วมกัน
“สาระ” สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางธุรกิจประกันของไทยว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ Super Aging Society อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น ความต้องการด้านสุขภาพก็เปลี่ยนตาม ทั้งโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น และกำลังแรงงานที่ลดลง ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจ ระบบสาธารณสุข และธุรกิจประกันชีวิตต้องปรับตัวครั้งใหญ่
Longevity จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอายุยืน แต่ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ Lifespan หรืออายุขัยที่ยืนยาวขึ้น, Healthspan หรือช่วงเวลาที่มีสุขภาพแข็งแรง และ Wealthspan หรือความมั่นคงทางการเงินสำหรับรองรับชีวิตหลังเกษียณ
ทั้งสามด้านต้องเดินไปพร้อมกัน เพราะหากมีอายุยืนแต่สุขภาพไม่ดี หรือขาดทรัพยากรทางการเงิน คุณภาพชีวิตในช่วงปลายก็จะลดลง
จากการศึกษาของ Geneva Association พบว่าแม้อายุขัยของมนุษย์จะยืนยาวขึ้น แต่ช่วงเวลาที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง Life Span กับ Health Span ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้สูงอายุต้องอยู่กับโรคเรื้อรังหรือภาวะทุพพลภาพ
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะทำอย่างไรให้อายุยืน แต่คือ ทำอย่างไรให้ช่วงเวลาที่เจ็บป่วยสั้นลง เพราะจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมลดภาระของครอบครัว ระบบสาธารณสุข และธุรกิจประกัน
อีกความท้าทายสำคัญคือ Medical Inflation หรือเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 10% ต่อปี จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมการรักษา AI และยารุ่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มโอกาสรักษาให้หายได้มากขึ้น แต่ก็ทำให้ต้นทุนการรักษาสูงขึ้นตามไปด้วย
เมืองไทยประกัน ชีวิตจึงเดินหน้าหารือกับ สำนักงาน คปภ. เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพให้สอดคล้องกับสังคมอายุยืน เช่น การขยายความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี พร้อมไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา รวมถึงการเชื่อมต่อประกันกลุ่มกับประกันรายบุคคล เพื่อให้ผู้เกษียณสามารถต่อเนื่องความคุ้มครองได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพใหม่
นอกจากนี้ บริษัทยังศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดโอกาสให้ผู้ที่เคยป่วยโรคร้ายแรง และรักษาหายแล้ว สามารถกลับเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพได้มากขึ้น โดยอาศัยข้อมูลทางการแพทย์ และความร่วมมือจากโรงพยาบาลในการประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
หากย้อนดูปัญหาของระบบประกันชีวิต มองว่ารูปแบบประกันทำให้ “คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ” จึงมีแนวคิดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ลูกค้าจ่ายเบี้ยในวัยทำงาน และสามารถนำผลประโยชน์มาใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลเมื่ออายุ 65 ปี ทั้งผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน หากใช้ไม่หมด เงินที่เหลือยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกแก่ทายาทได้
ด้านการยกระดับมาตรฐานบริการ บริษัทได้พัฒนาโครงการ MTL Smile Hospital Network ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลเข้าร่วม 166 แห่ง จากเครือข่ายกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ โดยมุ่งสร้างมาตรฐานการรักษาที่อิงความจำเป็นทางการแพทย์ การบริหารข้อมูลร่วมกัน และยกระดับประสบการณ์ของผู้ป่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้เอาประกันในระยะยาว
ขณะเดียวกัน เมืองไทยประกันชีวิต ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Health Literacy ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาลในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และผลักดันการใช้เทคโนโลยี เช่น Wearables รวมถึงฟีเจอร์ MTL Fit ตัวช่วยดูแลด้านสุขภาพบนแอปพลิเคชัน MTL Click เพื่อช่วยติดตามสุขภาพ ประเมินพฤติกรรม และส่งเสริมการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วย
เมื่อพูดถึง Longevity หลายคนมักนึกถึงการลงทุนทางการเงิน แต่สำหรับเขา การลงทุนที่สำคัญที่สุดคือ การลงทุนในตัวเอง ทั้งการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะเป้าหมายของ Longevity ไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยืนยาวที่สุด แต่คือ การมีสุขภาพที่ดี มีอิสระ และสามารถรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไว้ได้ตลอดช่วงอายุขัย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


