"หุ้นไทย" เช้านี้ (10 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,617.27 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.97 จุด หรือ 0.56% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในต่างประเทศประกาศแผนลงทุนและผลิตชิป AI
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (10 ก.ค. 2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,617.27 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.97 จุด หรือ 0.56% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,620.35 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,612.12 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 41,164.11 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- KTB ราคาปิด 40.25 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.62% มูลค่าซื้อขาย 2,100.20 ล้านบาท
- SCB ราคาปิด 156.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.65% มูลค่าซื้อขาย 2,017.86 ล้านบาท
- BBL ราคาปิด 195.50 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.51% มูลค่าซื้อขาย 1,758.66 ล้านบาท
- DELTA ราคาปิด 314.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.29% มูลค่าซื้อขาย 1,648.61 ล้านบาท
- GULF ราคาปิด 63.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.40% มูลค่าซื้อขาย 1,636.88 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเอสแอล ระบุในบทวิเคราะห์ว่า "หุ้นไทย"ได้แรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ หลังบริษัทไมครอนประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่เพื่อรองรับความต้องการชิปปัญญาประดิษฐ์ และบริษัทเมตาเตรียมผลิตชิปเอไอของตนเอง หนุนให้ส่งผลให้ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย หรือ PHLX ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3%
นอกจากนี้ ตลาดยังคงติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดหลังเกิดการปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า อิหร่าน "ต้องการเจรจา" และประเทศโอมานไม่สนับสนุนการเก็บค่าธรรมเนียมบังคับสำหรับเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลง 2.20% ที่ระดับ 76.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยภายในประเทศ ได้รับแรงหนุนเชิงบวกด้านจิตวิทยาการลงทุนหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มค้าปลีกที่เร่งตัวขึ้นอย่างเด่นชัด
แนวโน้มดัชนีในระยะต่อไปแกว่งตัว “ไซด์เวย์” เคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 1,592 แนวต้าน1,620 จุด เพิ่มความระมัดระวังแรงขายทำกำไร หลังดัชนีปรับตัวขึ้นมาเหนือ 1,600 จุด ทำให้ Forward P/E ขยับเข้าใกล้ 16 เท่า มูลค่าหุ้นเริ่มตึงตัว และมีราคาแพงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาค
ปัจจัยที่ต้องจับตามอง ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ และท่าทีของสงคราม พร้อมกันนี้ในสัปดาห์หน้ายังต้องติดตามตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ของไทย ตัวเลขการส่งออกของประเทศจีน และถ้อยแถลงของประธานเฟด
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำกลยุทธ์การซื้อขายในกรอบหรือ "เทรดดิ้ง" เลือก BJC เป็นหุ้นเด่น





