วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ไทยสมุทร’ ปรับเกมธุรกิจ ไม่เร่งเติบโต เน้น ‘พอร์ตคุณภาพ’

ไทยสมุทรปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นการสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีคุณภาพและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว เร่งวางเป้าหมายขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Gen Y และพัฒนาตัวแทนรุ่นใหม่ให้มีทักษะดิจิทัล

ก่อนหน้านี้ธุรกิจประกันชีวิตต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อแสวงหาโอกาสและสร้างความอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

OCEAN LIFE ไทยสมุทร เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับ “คุณภาพการเติบโต” มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงตัวเลขการเติบโต เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ OCEAN LIFE กล่าวว่า หากพิจารณาผลประกอบการในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา รายได้รวม (Top-line) ของบริษัทยังไม่ได้โดดเด่นมากนัก เนื่องจากบริษัทตั้งใจชะลอการเติบโตต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพื่อปรับโครงสร้างภายในและยกระดับคุณภาพของงานขาย

ถ้าเรารู้ว่าการขายแบบไหนไม่มีคุณภาพ ในวงการประกันเรารู้ดีว่าหมายถึงอะไร การรับลูกค้าแบบไม่คัดกรอง หรือรับลูกค้าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (Substandard) ทั้งที่รู้ว่าจะนำไปสู่การขาดทุน เราจะไม่เลือกยอดขายแบบนั้น
 

แม้เบี้ยประกันต่ออายุจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากผลของการชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า แต่สัญญาณเชิงบวกเริ่มเห็นได้ชัดจากเบี้ยประกันปีแรกและเบี้ยประกันกลุ่มที่ทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่ากลยุทธ์ที่บริษัทดำเนินอยู่กำลังเดินมาถูกทิศทาง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ OCEAN LIFE คัดเลือกงานที่มีคุณภาพได้ดีขึ้น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการรับประกัน โดยบริษัทพัฒนา AI หรือ Artificial Intelligence เพื่อสร้าง Predictive Model วิเคราะห์และคาดการณ์ว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีแนวโน้มสร้างกำไรหรือขาดทุนให้บริษัทในระดับใด ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้บริษัทตัดสินใจรับประกันได้แม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงจากการรับงานที่ไม่มีคุณภาพเข้าสู่พอร์ต

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจประกันชีวิตยังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในต่างจังหวัด ทำให้การตัดสินใจซื้อประกันเป็นเรื่องยากขึ้น เพราะผู้บริโภคต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเป็นอันดับแรก

ขณะเดียวกัน การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แม้จะเปิดโอกาสให้ธุรกิจประกันสุขภาพเติบโต แต่ก็มาพร้อมความท้าทายจากอัตราการเคลมที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของโรคอุบัติใหม่ รวมถึงภาวะ Medical Inflation ที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงต้องบริหารจัดการการเคลมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นเบี้ยประกันในระดับที่สูงเกินไป นอกจากนี้ ภาวะดอกเบี้ยต่ำในประเทศไทยยังส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ประกันที่มีการการันตีผลตอบแทน ทำให้บริษัทต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เพียงพอ

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป บริษัทตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Gen Y อายุระหว่าง 30-50 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานที่มีศักยภาพ มีรายได้ประจำ และมีภาระในการดูแลทั้งบุตรและบิดามารดา โดยข้อมูลระบุว่ากลุ่มคนในเจเนอเรชันนี้มีประมาณ 3.4 ล้านครอบครัว หรือคิดเป็น 14% ของประชากรไทย ขณะที่ที่ผ่านมาแบรนด์ไทยสมุทรยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ได้ไม่มากนัก

ที่ผ่านมา ไทยสมุทรให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวโครงการ Love Protect 77  และผลิตภัณฑ์ “Enjoy Extra” ที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 5 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ตระหนักถึงภาระค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น

ในด้านช่องทางการขาย แม้ช่องทางดิจิทัลจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ไทยสมุทรยังคงเชื่อมั่นในบทบาทของที่ปรึกษาประกันชีวิตและตัวแทน เพราะธุรกิจประกันเป็นธุรกิจที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ โดยปัจจุบันเบี้ยประกันรวมของประเทศกว่า 53% ยังคงมาจากช่องทางตัวแทน

ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งพัฒนาตัวแทนรุ่นใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกับ AI และนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นผู้ช่วย เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการให้บริการ

บริษัทมองว่า “ตัวแทน” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในธุรกิจประกันชีวิต แต่การสร้างตัวแทนใหม่ โดยเฉพาะตัวแทนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลา การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล (Digital Skill) ให้กับฝ่ายขายจึงมีความสำคัญมากขึ้น ขณะเดียวกัน การสร้างที่ปรึกษาประกันชีวิตรุ่นใหม่ หรือ New Gen ก็เป็นอีกเป้าหมายหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่สามารถเรียนรู้และใช้เครื่องมือดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว

ในมุมของการขยายพอร์ตลูกค้า บริษัทมองว่าพฤติกรรมผู้ซื้อประกันเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่อง Affordability หรือความสามารถในการจ่ายมากขึ้น ผลิตภัณฑ์จึงต้องมีความยืดหยุ่นในการชำระเบี้ย

ควบคู่กับ Simplicity ที่ทำให้รูปแบบประกันเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน และสามารถเห็นผลประโยชน์ได้ทันที รวมถึงต้องตอบโจทย์ Personalization หรือความต้องการเฉพาะของลูกค้า มากกว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในลักษณะยัดเยียดผ่านตัวแทน

ด้านการบริหารเงินลงทุน บริษัทยังคงรักษามาตรฐานผลตอบแทนให้อยู่ในระดับแนวหน้าด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นความระมัดระวัง ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของพอร์ต ไม่ลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่สูงเกินไป พร้อมติดตามความเสี่ยงของการลงทุนในระดับรายตัว (Close Monitoring) อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มเกิดความเสี่ยง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที

ในด้านผลประกอบการ บริษัทให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางการเงินมากกว่าการแข่งขันด้านส่วนแบ่งตลาด (Market Share)

โดยเชื่อว่าปัจจุบันพอร์ตธุรกิจมีความแข็งแกร่งและสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์รวมมากกว่า 100,000 ล้านบาท มีอัตราความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) สูงกว่า 400% ดูแลลูกค้ากว่า 1.6 ล้านราย และมีการจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์และค่าสินไหมทดแทนรวมกว่า 9,000 ล้านบาทต่อปี