วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม 2569

Login
Login

29 ปี วิกฤติ ‘ต้มยำกุ้ง’ ลดรักษาเสถียรภาพ หันบริหาร ‘ค่าเงิน’ รับวิกฤติโตต่ำ

ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง ลอยตัวเงินบาท “นักเศรษฐศาสตร์” ชี้แม้ “ไทย” ห่างไกลกับวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญวิกฤติครั้งใหม่จาก “วิกฤติโตต่ำ” หนี้สูง ปัญหาผลิตภาพ ความสามารถแข่งขันต่ำ ซึ่งฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง

ย้อนรอย 29 ปี “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติอย่างหนัก จากนโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เผชิญแรงกดดันจากการโจมตีค่าเงิน และการสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศ

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังห่างไกลจากการกลับไปซ้ำรอยเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540

แต่จากวิกฤติในอดีตทำให้ประเทศไทยถูก “หลอกหลอน” จากการลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผลให้การกำหนดนโยบายต้องมุ่งเน้นไปที่การรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน เนื่องจากมีความเชื่อว่าหากเงินบาทอ่อนค่าจะนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่น และเงินทุนไหลออก

ซึ่งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทจึงแกว่งตัวอยู่ในกรอบที่จำกัด และไม่เคยอ่อนค่ามากนัก ดังนั้นแม้จะมีการพยายามประคองค่าเงินบาท ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับเพื่อนบ้าน และยังยึดโยงกับค่าเงินดอลลาร์ และพยายามรักษาเสถียรภาพไว้ สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านที่ปล่อยให้ค่าเงินยืดหยุ่นมากขึ้น

  • ในด้านเสถียรภาพแม้ประเทศไทยจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึงกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ และมีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นในระดับที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องดีในแง่ของเสถียรภาพ แต่การมีเสถียรภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยโตต่ำ มันไม่ได้เป็นตัวสนับสนุนอะไร และจากความยืดหยุ่นของค่าเงินที่น้อยเกินไปทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก และการท่องเที่ยวของไทยด้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ทั้งนี้แม้ประเทศไทยกำลังพยายามปิด “ช่องโหว่เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติแบบปี 2540 แต่เรากลับไปเปิด “ช่องโหว่ใหม่” โดยไม่ตั้งใจคือ “วิกฤติโตต่ำ” ซึ่งเป็นสภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตเพียง 2% หรือต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น เปรียบเสมือนอาการของ “กบต้ม” ที่ค่อยๆ แย่ลงโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น มองว่าประเทศไทยควรหามาตรการที่มีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ โดยให้ค่าเงินบาทสามารถเคลื่อนไหวในทิศทางที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้ และต้องมองข้ามเพียงแค่ตัวเลขเสถียรภาพ แต่ต้องให้ความสำคัญกับศักยภาพการเติบโตของประเทศควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ไทยต้องจมปลักอยู่กับวิกฤติการเติบโตต่ำที่เรื้อรังเช่นนี้

  • วิกฤติต้มยำกุ้ง” สู่ “โตช้าเรื้อรัง”

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญในปัจจุบัน มีความแตกต่างจากวิกฤตการณ์ในปี 2540 อย่างสิ้นเชิง

ประเทศไทยในปัจจุบัน กำลังกลายเป็นประเทศที่โตช้า และมีโอกาสในการลงทุนจำกัด เหล่านี้สะท้อนถึงการขาดศักยภาพในการเติบโต และความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ Slow Growth หรือแม้กระทั่งเกิดภาวะเงินฝืด(Deflation) ที่เคยมีความกังวลก่อนหน้านี้

แม้ในช่วงหลังจะเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น Data Center หรืออิเล็กทรอนิกส์ แต่การลงทุนเหล่านี้อาจไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แก่เศรษฐกิจในประเทศได้เต็มที่เหมือนในอดีต

ปัญหาการเติบโตที่ล่าช้าส่งผลโดยตรงต่อปัญหาหนี้ครัวเรือน และการกระจายรายได้ เมื่อเศรษฐกิจโดยรวมโตไม่ดี รายได้ของประชาชนจึงโตไม่ทันรายจ่าย และในภาวะที่ความเท่าเทียมในแง่โอกาสมีจำกัดอยู่แล้ว เมื่อบวกกับเศรษฐกิจที่โตช้าลง จึงเกิดภาพ K-shaped recoveryที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของขาลง คนข้างล่างที่รายได้ไม่ขยับ แทนที่จะเป็นตัว K ที่ทุกขาเติบโตไปด้วยกัน แต่วันนี้ขาล่างของตัว K กำลังลากพื้น ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดกำลังซื้อ และหนี้สินที่พอกพูน

ดังนั้น ทางแก้ที่ยั่งยืนที่สุดคือ การเพิ่มค่าจ้างที่แท้จริง(Real wage) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงทุนเพื่อเพิ่ม productivity และสร้างงานที่มีคุณภาพให้มากขึ้น

  • ปัจจัยกระทบค่าเงินบาทซับซ้อนมากขึ้น

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการลอยตัวค่าเงินบาทที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 นั้น ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับปัจจุบัน

อีกทั้งการเคลื่อนไหวของเงินบาทถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยต่างประเทศ เช่น ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง และความผันผวนในตลาดการเงินโลก ที่กระทบความผันผวนของค่าเงินบาทอย่างเห็นได้ชัด

เห็นได้จากในปัจจุบันที่ เงินบาทแกว่งแรงกว่ายุคก่อนโควิดเท่าตัว โดยค่าความผันผวนของเงินบาท (volatility) มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 3 ปีเฉลี่ยก่อนเกิดโควิด-19 ค่าความผันผวนอยู่ที่ 4.2% ปีที่ผ่านมา ความผันผวนเพิ่มขึ้นเป็น 7.1% และปัจจุบัน (year-to-date) ความผันผวนพุ่งสูงขึ้นถึง 8.3%

เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่เกิดจากการที่เงินบาทต้องเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด และปัจจัยภายนอกที่ซับซ้อนขึ้น

  • ไทยเผชิญความเปราะบางเศรษฐกิจต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่มากกว่าเรื่องค่าเงิน คือ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย แม้ภาคธนาคารจะมีความแข็งแกร่ง และเครื่องชี้เสถียรภาพต่างประเทศจะอยู่ในเกณฑ์ดี

แต่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการเติบโตที่อ่อนแอ และปัญหาเรื้อรังที่สะสมมานาน ที่ต้องเร่งแก้อย่างเร่งด่วน ทั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง ที่ฉุดรั้งกำลังซื้อ และการเติบโตในระยะยาว สังคมสูงวัยที่กระทบแรงงาน และภาระงบประมาณ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในเวทีโลก และเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้การขยายตัวของจีดีพีไม่สามารถทำได้เต็มที่ตามที่ควรจะเป็น

แม้ในวันนี้เราจะไม่ได้ห่วงว่าจะเกิดวิกฤติซ้ำรอยปี 40 แต่ความท้าทายอื่นๆ ที่รออยู่ล้วนเป็นปัจจัยที่ไทยต้องบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ความเปราะบางเหล่านี้กลายเป็นวิกฤติในรูปแบบใหม่ในอนาคต

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์