ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง ลอยตัวเงินบาท “นักเศรษฐศาสตร์” ชี้แม้ “ไทย” ห่างไกลกับวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญวิกฤติครั้งใหม่จาก “วิกฤติโตต่ำ” หนี้สูง ปัญหาผลิตภาพ ความสามารถแข่งขันต่ำ ซึ่งฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง
ย้อนรอย 29ปี “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติอย่างหนัก จากนโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้เผชิญแรงกดดันจากการโจมตีค่าเงินและการสูญเสียทุนสำรองระหว่างประเทศ
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังห่างไกลจากการกลับไปซ้ำรอยเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540
แต่จากวิกฤติในอดีตทำให้ประเทศไทยถูก “หลอกหลอน” จากการลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผลให้การกำหนดนโยบายต้องมุ่งเน้นไปที่การรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน เนื่องจากมีความเชื่อว่าหากเงินบาทอ่อนค่าจะนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นและเงินทุนไหลออก
ซึ่งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทจึงแกว่งตัวอยู่ในกรอบที่จำกัดและไม่เคยอ่อนค่ามากนัก ดังนั้นแม้จะมีการพยายามประคองค่าเงินบาท ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับเพื่อนบ้าน และยังยึดโยงกับค่าเงินดอลลาร์และพยายามรักษาเสถียรภาพไว้ สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านที่ปล่อยให้ค่าเงินยืดหยุ่นมากขึ้น
- “ในด้านเสถียรภาพแม้ประเทศไทยจะมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึงกว่า 2แสนล้านดอลลาร์และมีหนี้ต่างประเทศระยะสั้นในระดับที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องดีในแง่ของเสถียรภาพ แต่การมีเสถียรภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยโตต่ำ มันไม่ได้เป็นตัวสนับสนุนอะไร และจากความยืดหยุ่นของค่าเงินที่น้อยเกินไปทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยด้อยลงเรื่อยๆเมื่อเทียบกับคู่แข่ง”
ทั้งนี้แม้ประเทศไทยกำลังพยายามปิด “ช่องโหว่เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตแบบปี 2540 แต่เรากลับไปเปิด “ช่องโหว่ใหม่” โดยไม่ตั้งใจ คือ “วิกฤติโตต่ำ” ซึ่งเป็นสภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตเพียง 2% หรือต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น เปรียบเสมือนอาการของ “กบต้ม” ที่ค่อย ๆ แย่ลงโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น มองว่าประเทศไทยควรหามาตรการที่มีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ โดยให้ค่าเงินบาทสามารถเคลื่อนไหวในทิศทางที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้ และต้องมองข้ามเพียงแค่ตัวเลขเสถียรภาพ แต่ต้องให้ความสำคัญกับศักยภาพการเติบโตของประเทศควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ไทยต้องจมปลักอยู่กับวิกฤติการเติบโตต่ำที่เรื้อรังเช่นนี้
- “วิกฤติต้มยำกุ้ง”สู่“โตช้าเรื้อรัง”
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญในปัจจุบัน มีความแตกต่างจากวิกฤตการณ์ในปี 2540 อย่างสิ้นเชิง
ประเทศไทยในปัจจุบัน กำลังกลายเป็นประเทศที่โตช้าและมีโอกาสในการลงทุนจำกัด เหล่านี้สะท้อนถึงการขาดศักยภาพในการเติบโต และความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะSlow Growth หรือแม้กระทั่งเกิดภาวะเงินฝืด(Deflation) ที่เคยมีความกังวลก่อนหน้านี้
แม้ในช่วงหลังจะเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมใหม่ๆเช่น Data Center หรืออิเล็กทรอนิกส์ แต่การลงทุนเหล่านี้อาจไม่ได้สร้างประโยชน์ให้แก่เศรษฐกิจในประเทศได้เต็มที่เหมือนในอดีต
“ปัญหาการเติบโตที่ล่าช้าส่งผลโดยตรงต่อปัญหาหนี้ครัวเรือนและการกระจายรายได้ เมื่อเศรษฐกิจโดยรวมโตไม่ดี รายได้ของประชาชนจึงโตไม่ทันรายจ่าย และในภาวะที่ความเท่าเทียมในแง่โอกาสมีจำกัดอยู่แล้ว เมื่อบวกกับเศรษฐกิจที่โตช้าลง จึงเกิดภาพ K-shaped recoveryที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของ ขาลง คนข้างล่างที่รายได้ไม่ขยับ แทนที่จะเป็นตัว K ที่ทุกขาเติบโตไปด้วยกัน แต่วันนี้ขาล่างของตัว K กำลังลากพื้น ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดกำลังซื้อและหนี้สินที่พอกพูน”
ดังนั้น ทางแก้ที่ยั่งยืนที่สุดคือการเพิ่มค่าจ้างที่แท้จริง(Real wage) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการลงทุนเพื่อเพิ่ม productivity และสร้างงานที่มีคุณภาพให้มากขึ้น
- ปัจจัยกระทบค่าเงินบาทซับซ้อนมากขึ้น
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการลอยตัวค่าเงินบาทที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2540 นั้น ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับปัจจุบัน
อีกทั้งการเคลื่อนไหวของเงินบาทถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยต่างประเทศ เช่น ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง และความผันผวนในตลาดการเงินโลก ที่กระทบความผันผวนของค่าเงินบาทอย่างเห็นได้ชัด
เห็นได้จากในปัจจุบันที่ เงินบาทแกว่งแรงกว่ายุคก่อนโควิดเท่าตัว โดยค่าความผันผวนของเงินบาท (volatility) มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 3 ปีเฉลี่ยก่อนเกิดโควิด-19 ค่าความผันผวนอยู่ที่ 4.2% ปีที่ผ่านมาความผันผวนเพิ่มขึ้นเป็น 7.1% และปัจจุบัน (year-to-date) ความผันผวนพุ่งสูงขึ้นถึง 8.3%
เหล่านี้ไม่ได้เกิดจากตัวระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่เกิดจากการที่เงินบาทต้องเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดและปัจจัยภายนอกที่ซับซ้อนขึ้น
- ไทยเผชิญความเปราะบางเศรษฐกิจต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่มากกว่าเรื่องค่าเงิน คือความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย แม้ภาคธนาคารจะมีความแข็งแกร่งและเครื่องชี้เสถียรภาพต่างประเทศจะอยู่ในเกณฑ์ดี
แต่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการเติบโตที่อ่อนแอและปัญหาเรื้อรังที่สะสมมานาน ที่ต้องเร่งแก้อย่างเร่งด่วน ทั้งจากปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง ที่ฉุดรั้งกำลังซื้อและการเติบโตในระยะยาว สังคมสูงวัยที่กระทบแรงงานและภาระงบประมาณ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในเวทีโลก และเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้การขยายตัวของจีดีพีไม่สามารถทำได้เต็มที่ตามที่ควรจะเป็น
“แม้ในวันนี้เราจะไม่ได้ห่วงว่าจะเกิดวิกฤติซ้ำรอยปี 40 แต่ความท้าทายอื่น ๆ ที่รออยู่ล้วนเป็นปัจจัยที่ไทยต้องบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ความเปราะบางเหล่านี้กลายเป็นวิกฤติในรูปแบบใหม่ในอนาคต"


