วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ไทยพาณิชย์’ แนะสร้างพอร์ต Resilient รับเศรษฐกิจผันผวน ชู Core-Satellite ลดความเสี่ยง

ศรชัย สุเนต์ตา รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในงาน การสร้างพอร์ตที่ Resilient และทนทานต่อทุกสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้ และยังสามารถเติบโตต่อไปได้ในระยะยาวเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการลงทุนในปัจจุบัน

เพราะหากดูในปัจจุบัน สภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทั้งขนาดของเศรษฐกิจที่ขยายตัวและผู้เล่นในตลาดที่มีความหลากหลายในนอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายังส่งผลให้กระบวนการลงทุนรวดเร็วและแตกต่างจากเมื่อ 10 กว่าปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้การวางแผนการลงทุนยากขึ้นคือ จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)ที่เกิดขึ้นได้ง่ายและรุนแรงกว่าเดิม เช่นจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจากปัญหาสงคราม ซึ่งทำให้นักลงทุนหลายคนตัดสินใจทิ้งพอร์ตไป แต่เพียง2 เดือน ตลาดกลับฟื้นตัวขึ้นมาทั้งหมด ทำให้ความแม่นยำในการคาดกาณณ์สถานการณ์ต่างๆยากยิ่งขึ้น

ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันเปลี่ยนจากการพยายามคาดการณ์มาเป็นการสร้างพอร์ตที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพาการพยากรณ์ตลาดเพียงอย่างเดียว

ดังนั้นสิ่งสำคัญในการลงทุนคือ การกระจายความเสี่ยง ต้องพยายามหาประเภทสินทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกัน เพื่อให้สินทรัพย์แต่ละชนิดทำงานได้ดีในสภาวะเศรษฐกิจที่ต่างกัน ในอดีตหุ้นและตราสารหนี้มักเคลื่อนไหวในทิศทางต่างกัน แต่ปัจจุบันอาจพบจังหวะที่ราคาลดลงหรือเพิ่มขึ้นพร้อมกันได้ ดังนั้นการถือเพียงหุ้นและตราสารหนี้จึงไม่เพียงพออีกต่อไป

การจัดพอร์ตยุคใหม่ จึงจำเป็นต้องกระจายไปยังสินทรัพย์ที่ซับซ้อนขึ้น อาทิ Equity การลงทุนในหุ้น
ตราสารหนี้ กระจายทั้งพันธบัตร หุ้นกู้เอกชน เช่นCorporate Bond และ Perpetual Bond Private Assets ,Private Equity , Private Real Estate หรือAlternative Strategies ฯลฯ เพื่อให้สามารถทนทานรับทุกสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาดทุกสภาวะตลาดได้และยังสามารถรักษาการเติบโตได้ โดยไม่จำเป็นต้องพยายามจับจังหวะตลาดหรือ Market Timing

หากดูถึงความเสี่ยงของการทำ Market Timing เช่นในอดีตลงทุนในดัชนี S&P 500 ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา หากลงทุน 100,000 ดอลลาร์แล้วถือไว้โดยไม่ทำอะไรเลย เงินจะงอกเงยเป็น 700,000 ดอลลาร์ หรือ 7 เท่าตัว แต่หากนักลงทุนพยายามจับจังหวะตลาดแล้วพลาด พลาดแค่5วัน จากจากระยะเวลาเกือบ 20 ปี ผลตอบแทนอาจจะหายไปเกือบ 30% เหลือเพียงประมาณ 400,000 ดอลลาร์ เหล่านี้เป็นผลของการทำ Market Timing ที่ไม่ทันเวลา ฉะนั้นการทำ Market Timing ก็มีความไม่แม่นยำเหมือนกัน ดังนั้นเราต้องพยายามสร้าง Resilient พอร์ตและมีวินัยอย่างมาก” 

ในมุมของการลงทุน มองว่าเพื่อให้พอร์ตมีความแข็งแกร่ง(Resilient) และสามารถจับโอกาสการเติบโตได้ คือ Core and Satellite ซึ่งเป็นหลักการที่นักลงทุนสถาบันนิยมใช้

เช่นการเลือกจาก Core Port (พอร์ตหลัก)เน้นการลงทุนระยะยาวที่เป็น Resilient Portfolio ไม่จำเป็นต้องปรับพอร์ตบ่อยครั้ง และ Satellite Port เพื่อหาโอกาสระยะสั้น

วัตถุประสงค์ของการสร้าง Resilient Portfolio ไม่ใช่การแสวงหาผลตอบแทนที่สูงที่สุดในแต่ละปี แต่คือการทำให้พอร์ตเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอและทนทานต่อสภาวะการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะจากการเปรียบเทียบข้อมูล 18 ปีที่ผ่านมา พบว่าการลงทุนในหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% กว่าต่อปี แต่มีความผันผวนสูงมาก

โดยมีจุดติดลบสูงสุด (Maximum Drawdown)ถึง 40% ในขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 1.7% แต่หากใช้กลยุทธ์ Multi-asset Strategy แม้ผลตอบแทนอาจไม่สูงที่สุด แต่จะได้ผลตอบแทนที่มีเสถียรภาพมากกว่า และคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ใส่เข้าไปในพอร์ต (Risk-adjusted Return)

อย่างไรก็ตาม ส่วนปัจจัยที่ควรระวัง 5 ด้านสำหรับการลงทุนคือ 1.ความหวั่นไหวไปตามสภาวะตลาด เมื่อจัด Core Port แล้ว ใจต้องนิ่งพอ ไม่ควรเข้าไปปรับเปลี่ยนตามเหตุการณ์ระยะสั้น เช่น สงคราม หรือวิกฤตเศรษฐกิจชั่วคราว เพราะโครงสร้างพอร์ตถูกออกแบบมาเพื่อระยะยาวแล้ว
 

2.ความรีบร้อนในพอร์ต Satellite มักเกิดจากความต้องการเข้าทำกำไรจนเกินไป เช่น เมื่อเห็นหุ้นกลุ่ม AI กำลังขึ้นก็รีบไล่ราคาจนได้ของแพง ผู้บริหารแนะนำให้ใช้การออมแบบถัวเฉลี่ย (DCA) เข้ามาช่วยในส่วนนี้เพื่อป้องกันการซื้อของแพงเกินไป

3.การปรับพอร์ตถี่เกินไป การซื้อขายบ่อยครั้งในส่วน Core Port จะทำให้เกิดต้นทุนธุรกรรม (Transaction Cost)โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee และค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ของกองทุนรวม ซึ่งจะไปฉุดประสิทธิภาพโดยรวมของพอร์ตลง

4.การมี Satellite มากเกินความจำเป็น การเลือกกลยุทธ์ในส่วน Satellite กระจัดกระจายมากเกินไปจะทำให้พอร์ตสูญเสียวัตถุประสงค์ในการแสวงหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม

5. การขาดการติดตามผล (Follow-up)นักลงทุนมักลงทุนแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูต่อ จึงควรมีการติดตาม Performance ว่าสินทรัพย์ที่เลือกยังคงติดอันดับต้นๆ ในอุตสาหกรรมหรือไม่ หรือเทรนด์ของอุตสาหกรรมนั้นๆ เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง เพื่อทำการปรับเปลี่ยน(Switch) ได้ทันเวลา