วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

กนง.เพิ่ม GDP 2.3% เศรษฐกิจโตต่ำศักยภาพ ตรึงดอกเบี้ยห่วงฟื้นตัวเปราะบาง

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 3 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 คณะกรรมการ กนง.ทั้ง 7 คน มีมติ “เอกฉันท์” คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อปี และปรับประมาณการ“จีดีพี” เศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นปีนี้เป็น 2.3% ซึ่งมองว่าหากไม่มีมาตรการภาครัฐ จีดีพีไทยปีนี้อาจเติบโตเพียง 1.8%

ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ระดับต่ำและไม่ทั่วถึง

ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่คาดจะลดลงหลังปัจจัยอุปทานคลี่คลายลง สำหรับสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อเอสเอ็มอีและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง

กนง.จึงเห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่กับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจได้ จึงเห็นควรให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1%

ซึ่งหากดูรายละเอียดด้านเศรษฐกิจไทยที่ปรับตัวดีขึ้นปีนี้ มีแรงส่งจากภาคการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นทั่วโลก รวมถึงจากมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงานและสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

“หากไม่รวมมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐจีดีพีจะขยายตัว 1.8% ปีนี้ และ 2.1% ในปีหน้า แต่พอมีผลของมาตรการภาครัฐมาช่วยหนุนจีดีพีเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ทำให้ปีนี้มีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.3% แต่ปีหน้าด้วยผลของฐานและหมดมาตรการกระตุ้นของภาครัฐจีดีพีจะเหลือเพียง 1.8% เท่านั้น”

  • จีดีพียังต่ำกว่าศักยภาพ-ฟื้นไม่ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.3% แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ และระดับ 2% ต้น ๆ ไม่ใช่ระดับที่น่าพอใจ เศรษฐกิจไทยควรขยายตัวได้ 2%ปลาย ๆ

และปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง หรือ ที่เรียกว่า K-shaped โดยยังมีกลุ่มที่อ่อนแอ เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอีและกลุ่มธุรกิจบางประเภทที่ยังต้องใช้เวลาปรับตัว

ทั้งนี้ หากดูแง่การดำเนินนโยบายการเงินของไทย ที่มีความแตกต่างจากหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในเรื่องวัฏจักรดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อ โดยหากดูจากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของไทยยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย

ซึ่งส่งผลให้นโยบายการเงินของไทยในปีนี้ไม่ได้อยู่ในทิศทางที่เป็นวัฏจักรขาขึ้นรุนแรงเหมือนในต่างประเทศ แม้ว่าทั่วโลกจะเผชิญกับปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock)

เช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาในเชิงลึกจะพบว่าเศรษฐกิจในต่างประเทศมีการขยายตัวที่ดีกว่าไทยและมีแรงกดดันจากอุปสงค์ (Demand) ร่วมด้วย

ความแตกต่างที่สำคัญ คือ คาดการณ์เงินเฟ้อไทยปีนี้และปีหน้าอยู่ในกรอบเป้าหมาย ในขณะที่ประเทศเกิดใหม่ส่วนใหญ่คาดการณ์เงินเฟ้อปีหน้าสูงกว่าเป้าหมาย ทำให้ขณะนี้ไทยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องออกมาตรการดูแลเงินเฟ้อเป็นพิเศษ เพราะมองยังอยู่ในวิสัยควบคุมได้ภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการประมาณการว่าเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง กนง.ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายและขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากมีความจำเป็น

“โอกาสที่ Headline Inflation จะพุ่งไปแตะระดับ 5% นั้นที่เคยมองไว้ อาจไม่ถึงแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง”

สำหรับประเด็นเงินเฟ้อ กนง.ติดตามใกล้ชิด แม้เดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อยังอยู่ระดับต่ำ แต่คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 และ 3 จะเริ่มเห็นตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น โดยคาดการณ์เดือน มิ.ย.จะเห็นเงินเฟ้อเพิ่มมาอยู่ที่ 3% และตั้งแต่ ส.ค.เป็นต้นไปอาจแตะระดับ 4%

แต่อย่างไรก็ตาม กนง.ประเมินว่าเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นนี้จะเป็นเพียงชั่วคราว โดยประมาณการ ดังนี้

  • เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้อยู่ที่ 2.8% และจะลดลงเหลือ 1.4% ในปีหน้า
  • เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% ในปีนี้ และ 1.4% ในปีหน้า

สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทอ่อนค่าลง 5.7% ซึ่งเป็นการอ่อนค่าตามทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ทิศทางนี้สอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้และอินโดนีเซียที่อ่อนค่าลงเช่นกัน

แต่ 2-3 วันที่ผ่านมา ยอมรับว่าเงินบาทอ่อนค่าลงเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยชั่วคราวอย่าง การไหลออกของเงินทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งมาจากรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว

ซึ่งธปท.ได้เข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความผันผวนเกินควร และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของเงินทุนเคลื่อนย้ายโดยรวมยังเป็นปกติ

  • เอสเอ็มอี-ครัวเรือนเปราะบางหนี้เสียพุ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลคือกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและภาคครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยพบว่าสินเชื่อรวมในระบบเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวกแต่ยังอยู่ในระดับต่ำมาก และการขยายตัวนั้นกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เป็นหลัก ในขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอียังคงหดตัวต่อเนื่องอย่างยาวนาน

ด้านคุณภาพสินเชื่อ พบว่าสัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่ม SME มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากสินเชื่อขยายตัวต่ำทำให้สัดส่วนหนี้เสียเพิ่มขึ้น ซึ่งแม้จำนวนหนี้เสียอาจไม่เพิ่มรุนแรง แต่ธุรกิจขนาดเล็กมีปัญหาสภาพคล่องตึงตัวและการส่งผ่านต้นทุนได้ยาก เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ยกเว้นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกที่ปรับตัวได้ดีกว่า

ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัด คาดการณ์ว่าปีนี้จะอยู่ระดับสมดุล แม้เดือน พ.ค.-มิ.ย.จะเห็นตัวเลขติดลบต่อเนื่องจากเดือน เม.ย.แต่เป็นการติดลบตามฤดูกาลจากการส่งกลับกำไรของบริษัทต่างชาติ เช่น บริษัทญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเหล่านี้มีกำไรสูงจากการส่งออกดี

ทั้งนี้ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งหลังของปี