วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

เตือน3จุดเปราะบางถ่วงศก.ไทย ‘บาทอ่อนค่าสุด’ 33.20ในรอบ1ปี

SCB EIC ชี้แม้ปรับเศรษฐกิจไทยดีขึ้นจาก 1.7% เป็น 2% แต่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความเสี่ยง เปิด “3แผลลึก” ฉุดเศรษฐกิจไทย ทั้งการเติบโตที่กระจุกตัว เป็น K-shaped หนักขึ้น “ครัวเรือน-เอสเอ็มอี” เปราะบางสูงขึ้น ด้านภาวะการเงินตึงตัว การจ้างงาน-อสังหาฯซบเซาหนัก “เงินบาท” ดิ่ง 33.20 บาท “อ่อนค่าสุด” รอบกว่า 1 ปี “กรุงศรี-กรุงไทย” จับตาเทรนด์ “บาทอ่อนค่า” ยาวถึงไตรมาส 3 หลังเฟดส่อแววคงดอกเบี้ยสูง

แม้เศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมา จะเติบโตได้ดีโดยเฉพาะไตรมาส 2 ปีนี้ ส่งผลให้หลายสำนักเศรษฐกิจปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นปีนี้ เช่นเดียวกัน SCB  EIC ที่ปรับจีดีพีสูงขึ้นเป็น 2% จาก 1.7% แต่ภายใต้การเติบโตที่ดีเหล่านี้ ก็เต็มไปด้วย “ความเปราะบาง” สะสมต่อเนื่องจากทั้งภาคครัวเรือน เอสเอ็มอี หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นปัจจัยถ่วงให้เศรษฐกิจไทยอาจไม่สดใสอย่างที่ควรจะเป็น

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน หรือ SCB EIC กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญ 3 ธีมหลักที่จะส่งผลกระทบระยะยาว ได้แก่ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การก้าวกระโดดเทคโนโลยี AI และทิศทางดอกเบี้ยรวมถึงภาวะทางการเงินที่ตึงตัว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีนัยสำคัญต่อทั้งภาคเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตประจำวัน

สำหรับ เศรษฐกิจไทยแม้จะมีการปรับประมาณการจีดีพีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2% ปีนี้ จาก 1.7% แต่การเติบโตค่อนข้างอ่อนแอเทียบกับอดีตที่เคยโตในระดับ 2.5-3% และจีดีพีอาจลดลงเหลือ 1.9% ปีหน้า สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ต่ำลง

  • เปิด 3 จุดเสี่ยงที่ต้องจับตา

หากดู 3 ปัจจัยเสี่ยงและท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทย คือ

1. เศรษฐกิจไทยลักษณะ K-shaped ฟื้นตัวกระจุกมากขึ้น ประเด็นที่น่ากังวล คือ การเติบโตที่การกระจุกตัวที่อยู่เพียงในกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคเท่านั้น แม้การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกจะเป็นพระเอกหลัก แต่ก็มาพร้อมการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เร่งตัวสูงมาก จากสัดส่วนการผลิตสินค้าเทคโนโลยีของไทยมีการนำเข้าสูง ทำให้การส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้เต็มที่

หากพิจารณาเป็นรายไตรมาส ไตรมาส 1 เติบโตได้ดีที่ 2.8% แต่ในไตรมาส 2 เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลงเหลือประมาณ 1.4% โดยเฉพาะผลกระทบช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. และไตรมาส 3 คาดเศรษฐกิจจะดีขึ้นชั่วคราวจากมาตรการภาครัฐตามพ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท จาก “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้ามาเต็มไตรมาสจากนั้นไตรมาส 4 คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวอีกครั้ง คาดการณ์ว่าเม็ดเงินจากมาตรการภาครัฐจะเข้าสู่ระบบปีนี้ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท คาดหนุนจีดีพีได้ราว 0.6%

หากดูในด้านลงทุนที่กระจุกตัว และอัตราการผลิตที่เหลื่อมล้ำ แม้ตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องในกลุ่ม AI, Data Center และ Semiconductor แต่การฟื้นตัวไม่เท่าเทียมกัน สะท้อนว่า การใช้กำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าที่เป็นที่ต้องการสูง เช่น

Semiconductor พุ่งสูงถึง 90% แต่หากดูค่าเฉลี่ยทั้งระบบจะอยู่ที่เพียง 59% เท่านั้น ตอกย้ำภาพการกระจุกตัวของการฟื้นตัว

  • เศรษฐกิจไทยท้าทายเพิ่มจาก Section 301

เศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายจากการที่สหรัฐกำลังหามาตรการภาษีใหม่มาแทน Section 122 ที่จะหมดอายุเดือนก.ค. มาสู่มาตรา 301 แม้ไทยจะไม่ได้ถูกกล่าวหาว่าใช้แรงงานบังคับโดยตรง แต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่มีมาตรการป้องกันเพียงพอในการตรวจสอบสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐ ทำให้ไทยเสี่ยงที่จะโดนภาษีในอัตรา 2.5-10% สวนทาง มาเลเซีย กัมพูชา ได้เจรจาระดับทวิภาคีไปแล้ว มีโอกาสโดนภาษีต่ำกว่า

เช่นเดียวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวปีนี้ยังมีความท้าทาย แม้ต้นปีนักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มกลับมาเป็นบวก แต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้บางเซกเมนต์เริ่มติดลบ ส่งผลให้ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวลงเหลือ 32.5 ล้านคน

ขณะที่ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลอย่างมากในอดีต บางช่วงสูงถึง 7-10% ของจีดีพี เริ่มมีแนวโน้มลดลงจนเข้าใกล้ศูนย์หรือติดลบเล็กน้อยปีนี้ มาจากนำเข้าสินค้าทุนที่สูงขึ้นค่าใช้จ่ายด้านบริการที่จ่ายให้ต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

  • ครัวเรือน-เอสเอ็มอีเปราะบางสูง

จุดเปราะบางที่ 2. คือ เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีแต่เปราะบาง ครัวเรือนรายได้ต่ำ ปานกลางและเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังเปราะบาง จากแนวโน้มรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ทั้งจากภาระหนี้และค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

ภาคครัวเรือนปัจจุบันเข้าสู่ภาวะ Deleveraging หรือการที่ประชาชนพยายามลดภาระหนี้ ข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือนไทยพบว่า ประชาชนลดค่าใช้จ่ายลง 5% และลดหนี้ลงได้ 11.8%

แต่ที่น่ากังวล คือ รายได้ของครัวเรือนกลับลดลงด้วยเช่นกัน รายได้การทำงานลดลง 5% ขณะที่รายได้ส่วนเดียวที่เพิ่มขึ้นคือเงินช่วยเหลือจากภาครัฐสะท้อนว่าครัวเรือนระดับล่างต้องพึ่งรัฐมากขึ้นเรื่อย

สถานการณ์ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณที่น่ากังวลการว่างงานเริ่มขยับสูงขึ้น รายได้ที่แท้จริงแรงงานไทยยังไม่กลับไปอยู่ในระดับก่อนโควิด-19 เนื่องจากค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นเร็วกว่ารายได้ ทั้งพบว่าบริษัทเปิดตัวน้อยลง แต่ปิดตัวมากขึ้นสัญญาณของความอ่อนแอในภาคธุรกิจ
ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซา พบว่ามูลค่าโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มติดลบเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

ปัญหาหลัก คือ ความสามารถในการซื้อของคนไทยลดลง ทำให้บ้านมือสองได้รับความนิยมมากขึ้นแทนบ้านใหม่ที่มีราคาสูง

ขณะที่ตลาดสินเชื่อเพื่อการรีไฟแนนซ์แข่งขันรุนแรง แต่ไม่ได้เป็นการสร้างหนี้ใหม่ให้ระบบ เป็นเพียงการย้ายธนาคารหรือปรับเกรดลูกค้าเท่านั้น

3. จุดเปราะบางจาก ภาวะทางการเงินที่ตึงตัวและทิศทางนโยบายการเงิน แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% ซึ่งดูเหมือนต่ำ แต่ความเป็นจริงภาวะการเงินกลับตึงตัว สินเชื่อรวมเติบโตเล็กน้อยจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ แต่สินเชื่อกลุ่มเอสเอ็มอี ติดลบต่อเนื่อง คุณภาพสินเชื่อน่าห่วง กลุ่มเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วนหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Stage 2)และหนี้เสีย (Stage 3) รวมกันสูงเกือบครึ่งหนึ่ง

ส่วนสถานการณ์ค่าเงินบาทปีนี้มี เงินบาทอ่อนค่าลงประมาณ 3% และตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางอ่อนค่าไปประมาณ 5% แต่มองว่าค่าเงินบาทไทยยังมีเสถียรภาพมากกว่าหลายประเทศในอาเซียน จากทุนสำรองของไทยที่อยู่ระดับสูง โดยเงินบาทปีนี้ที่กรอบราว 32.00-33.00บาทต่อดอลลาร์

  • กรุงศรี” จับตาเทรนด์ “บาทอ่อน” ยาวถึงไตรมาส 3

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรุงศรีฯ มอง เงินบาทอ่อนค่าสุดที่ระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสุดในกลุ่มสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ของเอเชียวานนี้ แตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 1 ปี

สาเหตุหลักจากการปรับมุมมองของผู้ร่วมตลาดเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนคาดว่า เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ เป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ และสกุลเงินต่างๆ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

พร้อมประเมินว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าต่อในระยะสั้น หากมุมมองของตลาดเรื่องการคุมเข้มนโยบายการเงินยังดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม กรณีที่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ บ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อคลายตัวลงตามราคาน้ำมัน คาดว่าดอลลาร์สหรัฐจะย่อลงและเงินบาทกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อย

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยหลัก ที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงในรอบนี้ มาจากความกังวลว่า เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ซึ่งหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

สวนทางกับราคาทองคำในตลาดโลกที่ย่อตัวลง นอกจากนี้ ตลาดทุนฝั่งเอเชียยังถูกซ้ำเติมจากกระแส Tech Sell-off หรือแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหนัก ส่งผลให้ภาพรวมของฟันด์โฟลว์ (Fund Flow) ในตลาดหุ้นไทย ยังไม่ไหลกลับเข้ามาอย่างที่ควรจะเป็น

สำหรับทิศทางค่าเงินบาท เรามองว่า ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในฝั่งอ่อนค่าชัดเจนมีโอกาสที่จะลากยาวไปจนถึงเดือนก.ย.นี้ จนกว่าตลาดจะเริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายการเงินที่ชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)

จากการประเมินกรอบความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะ 1 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 32.25 - 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีนัยสำคัญทางเทคนิคที่ต้องติดตาม หลังจากที่เงินบาททะลุผ่านแนวต้านสำคัญที่ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ขึ้นมาได้ สะท้อนว่าตลาดได้คลี่คลายออเดอร์สะสม (Clear Order) ณ ระดับดังกล่าวไปค่อนข้างมากแล้ว ส่งผลให้เปิดด่านทดสอบถัดไปด้านบนที่แนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

  • เงินบาท’ อ่อนค่าสุดในรอบ 1 ปี 

บลูมเบิร์ก รายงานว่า ค่าเงินบาทร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี โดยอ่อนค่าลงไปถึง 0.5% แตะระดับ 33.09 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2568 จากตลาดคาดการณ์ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและไทยจะยิ่งกว้างขึ้น ประกอบกับปัจจัยลบทางเศรษฐกิจหลายด้าน
ประชุม กนง.ที่กำลังจะเกิดขึ้นพุธนี้ ผลสำรวจจากบลูมเบิร์กได้สำรวจนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดคาดการณ์ตรงกันว่า ธปท. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% เช่นเดิม เพื่อรักษาต้นทุนทางการเงินให้เอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

ตลาดมองว่าธนาคารกลางแห่งประเทศไทย หรือ “ธปท.” มีความเป็นไปได้เพียงแค่ 40% กว่าๆ เท่านั้นที่จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้เงินทุนมีแนวโน้มไหลไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในฝั่งสหรัฐ
นักเศรษฐศาสตร์จาก

บลูมเบิร์กอีโคโนมิกส์วิเคราะห์เพิ่มว่า ไทยกำลังเจอมรสุมทางเศรษฐกิจรอบด้าน นอกเหนือจากผลกระทบของสงครามอิหร่านแล้ว ไทยยังต้องรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากมาตรการอุดหนุนทางการค้าสหรัฐ ปัญหาโครงสร้างประชากรที่มีกำลังแรงงานลดลง หนี้สินภาคครัวเรือนที่พุ่งสูง รวมถึงการชะลอตัวเศรษฐกิจจีนซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคท่องเที่ยวหัวใจหลักเศรษฐกิจไทย