วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ไทยเสี่ยง ‘ขาดดุลชั่วคราว’ ครึ่งหลัง ‘เงินบาท’ ผันผวนหนัก

“นักเศรษฐศาสตร์” เตือนระยะสั้นห่วงไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดชั่วคราว แต่ระยะยาวมีโอกาสขาดดุลถาวร “บุรินทร์” ชี้ไทยลงทุนต่ำ นำเข้าสูง ชี้ไม่ยกระดับการผลิต หวั่นขาดดุลระยะยาว “อมรเทพ-พชรพจน์” ระบุขาดดุลไทยเป็นเพียงชั่วคราวจากน้ำมัน-ลงทุน “กรุงศรี-กรุงไทย” คาดเงินบาทครึ่งปีหลังผันผวนสูง จับตาสหรัฐ-อิหร่าน ลุ้นดีลหยุดยิงหนุน “บาทแข็ง” แตะ 31.50 บาท

ถึงแม้จะมีการลงนามหยุดยิงระหว่าง สหรัฐ-อิหร่าน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังมีความกังวลช่วง 60 วัน ที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องเจรจาหาข้อสรุปข้อตกลงสุดท้าย โดยในช่วงที่ผ่านมาไทยเผชิญขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นจากสงคราม

ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ไทยมีโอกาสเผชิญสภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแบบถาวร โดยมีสาเหตุหลักนำเข้าเทคโนโลยีที่ปัจจุบันลงทุน Data Center มากแต่นำเข้าอุปกรณ์ และเทคโนโลยีเกือบทั้งหมด แม้นำเข้าเพื่อการลงทุนแต่สินค้าส่งออกไทยมีมูลค่าน้อยกว่าสิ่งที่นำเข้า

ขณะที่ไทยไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ดังนั้นถึงแม้จะลงทุนสูงแต่ไทยยังไม่ได้อะไรนัก เพราะเจ้าของมักเป็นต่างชาติ หากรัฐบาลไม่จัดเก็บภาษีหรือมีมาตรการที่เหมาะสม ผลประโยชน์ และทรัพยากรประเทศอาจถูกใช้โดยประชาชนไม่ได้รับประโยชน์

รวมทั้งการที่ขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลงในอุตสาหกรรมที่ไทยเคยแข็งแกร่งอย่างชิ้นส่วนรถยนต์ กำลังเข้าสู่ช่วงขาลง เนื่องจากไทยสู้ประเทศอื่นอย่างจีนไม่ได้จึงต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้น

โครงสร้างการผลิตที่เปลี่ยนไปทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเสี่ยงขาดดุลถาวรได้ หากไม่ยกระดับผลิตภัณฑ์ในสินค้าหลักที่สำคัญต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ ทำให้ดุลการค้าที่เคยเกินดุลกลับมาบวกได้ยาก

ไม่ใช่การขาดดุลเรื้อรังแบบวิกฤติปี 2540

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ประเด็นดุลบัญชีเดินสะพัดจะเป็นการขาดดุลชั่วคราวจากผลกระทบราคาน้ำมัน ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดได้รับแรงกดดัน ดังนั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดชั่วคราวจึงไม่น่ากังวลเพราะอดีตที่ราคาน้ำมันระดับดังกล่าวไทยไม่เผชิญขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมีนัยสำคัญ

อีกประเด็นที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด ติดลบคือ นำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อลงทุนดาต้าเซนเตอร์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

“อดีตเคยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หรือ Chronic Current Account Deficit หรือขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องนาน โดยไม่มีแนวทางแก้หรือปรับปรุงสถานการณ์ เคยเกิดช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 แต่ยังไม่เห็นภาวะแบบนี้ ดังนั้น การขาดดุลเวลานี้หลักๆ มาจากนำเข้า และการลงทุนขนาดใหญ่

การขาดดุลสะท้อน “ปัจจัยบวก”

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยในปัจจุบันไม่น่าห่วง เพราะปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ใช่การขาดเงิน แต่คือ การที่ไทยไม่ยอมลงทุนทั้งที่มีเงินสะสมมาก

ดังนั้น การที่ตัวเลขบัญชีเดินสะพัดในปีนี้แสดงผลเป็นการขาดดุล ส่วนหนึ่งมาจากเร่งนำเข้าเครื่องจักร และสินค้าทุน โดยไม่ใช่นำเข้าเพื่อบริโภคที่ฟุ่มเฟือย แต่นำเข้าเพื่อสร้างฐานการผลิตใหม่เพื่อสร้างโรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Data Center

ซึ่งการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เราเห็นในปัจจุบันคือ ผลจากการตัดสินใจลงทุนที่เกิดขึ้นช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มปรากฏผลเป็นรูปธรรมผ่านการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อมาสร้างโรงงาน และติดตั้งเครื่องจักรภายในปี 2568

“เงินบาท” ครึ่งปีหลัง 31.80-33.50 มอง “ขาดดุล” แค่ชั่วคราว

นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มองกรอบค่าเงินบาทครึ่งหลังปี 2569 ที่ 31.80-33.50 บาทต่อดอลลาร์ จากตลาดรับข่าวเชิงบวกข้อตกลงยุติสงคราม และแนวโน้มช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดเชิงพาณิชย์

ดังนั้น จุดสนใจหลักระยะนี้เปลี่ยนไปที่มุมมองทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังประชุมล่าสุดยกเครื่องวิธีสื่อสารกับตลาด และแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจจากสหรัฐ หากบ่งชี้แรงกดดันเงินเฟ้อชะลอลง เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ตลาดบอนด์จะผันผวนสูง 

สำหรับการขาดดุลแฝดของไทย หากดูสาเหตุเกิดจากเร่งนำเข้าน้ำมันเพื่อความมั่นคงพลังงานทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงในเดือนเม.ย.แต่เป็นเหตุการณ์ชั่วคราว โดยปีนี้ไทยอาจเกินดุลหรือขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเล็กน้อย และไม่ใช่การขาดดุลเรื้อรัง

3 ฉากทัศน์ ชี้ “กรณีฐาน” บาทแข็งแตะ 31.50 บาท 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายแต่ไม่แน่นอนสูง โดยทิศทางราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และนโยบายดอกเบี้ยของเฟด จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดแบ่งเป็น 3 สถานการณ์

1.) กรณีฐาน สถานการณ์คลี่คลายเงินเฟ้อสหรัฐชะลอตัว เจรจาสันติภาพราบรื่น ช่องแคบฮอร์มุซเดินเรือได้ ราคาน้ำมันดิบต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อสหรัฐชะลอตัว และตลาดแรงงานไม่ตึงตัว โดยตลาดลดความคาดหวังขึ้นดอกเบี้ยของเฟด จากมองคงดอกเบี้ยปีนี้ และอาจลดปีหน้าตาม Dot Plot เดือนก.ย. 

ทั้งนี้ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า มองเป้าหมายสิ้นปีราคาทองคำมีโอกาสรีบาวด์ต่อที่ 4,800-4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นสู่ 31.50-32.00 บาทต่อดอลลาร์

2.) กรณีรอง สถานการณ์คลี่คลายแต่ตลาดไม่มั่นใจทิศทางดอกเบี้ยเฟด โดยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ปลายปี 2569 กระทบดอลลาร์ทรงตัวหรือแข็งค่าจำกัดจึงต้องจับตาการแทรกแซงเงินเยนจากญี่ปุ่น 

ขณะที่ทองคำเผชิญแรงกดดัน เป้าหมายสิ้นปีนี้แกว่งตัว 4,100-4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ส่วนเงินบาทเคลื่อนไหวเหนือโซน 32.75 บาทต่อดอลลาร์ และอาจอ่อนค่าถึง 33.00 บาท หากทองคำร่วงแรง

3.) กรณีเลวร้าย สงครามยืดเยื้อ และรุนแรงขึ้น จะทำให้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สิ้นปี ธนาคารกลางหลักขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ดัชนีเงินดอลลาร์ พุ่งขึ้น 3-4%

โดยจะกดดันทองคำดิ่งลงหนักเป้าหมายสิ้นปีนี้ ราคาทองคำ เสี่ยงหลุด 4,000 ดอลลาร์ ลงไปทดสอบแนวรับสำคัญที่ 3,500-3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุ 33.00 บาท อยู่ที่ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์