วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน 2569

Login
Login

S&P คงเครดิตไทย BBB+ ทุนสำรองแกร่ง ผู้ว่าฯธปท.เตือนเศรษฐกิจมีความเสี่ยง-ขาดดุลการคลังสูง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า 

การประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศไทยโดย S&P Global Ratings เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เช่นเดิม

ทั้งนี้ ไทยได้รับผลการประเมินในระดับสูงสุด หรือคะแนน 1-2 ใน 2 ด้าน จากทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ ฐานะการเงินระหว่างประเทศ และการดำเนินนโยบายการเงิน

สำหรับด้านฐานะการเงินระหว่างประเทศ S&P ระบุว่า ฐานะการเงินระหว่างประเทศ (External Balance Sheet) และสภาพคล่องระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทย จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

ซึ่งมองว่าปัจจัยสำคัญมาจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งประเทศไทยยังมีสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิเป็นบวก และดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุล แม้ว่าจะลดลงจากเดิมก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้อาจเหลือเกินดุลเพียงเล็กน้อย จากการนำเข้าน้ำมันที่เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยชั่วคราว ขณะเดียวกันกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้นถือเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่ยังจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ในด้านนโยบายการเงิน S&P ระบุว่า ความน่าเชื่อถือด้านนโยบายการเงินและผลงานในการรักษาเสถียรภาพราคาของธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนอันดับเครดิตของประเทศไทย

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ความแข็งแกร่งในด้านดังกล่าวต้องยกเครดิตให้กับผู้ว่าการและทีมงาน ธปท. ในหลายยุคที่ผ่านมา ที่ช่วยให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความเข้มแข็งและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ S&P ยังประเมินว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2% ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 2% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่รัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณ 3.5% ต่อ GDP เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ประเมินว่า ในระยะต่อไปยังมีทั้งปัจจัยเสี่ยงด้านลบและด้านบวก จากทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง การขาดดุลการคลังในระดับสูง รวมถึงประเด็นเงินเฟ้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญ โดยตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจของ ธปท. จะมีการปรับปรุงและเผยแพร่หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งโดยภาพรวมยังสอดคล้องกับการประเมินของ S&P