ในช่วงที่ผ่านมา “ทองคำ” กลายเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมของทั้งนักลงทุนรายย่อยและนักเก็งกำไร โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเทรดทองคำออนไลน์ Gold Wallet หรือการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ทำให้ภาครัฐเริ่มจับตารายได้และธุรกรรมในตลาดทองมากขึ้น
ล่าสุด หน่วยงานด้านเศรษฐกิจและภาษีของไทยเริ่มเดินหน้าศึกษาแนวทางจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมทองคำ พร้อมเพิ่มมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายดิจิทัลอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการเทรดผ่านออนไลน์ที่มีมูลค่าการซื้อขายมหาศาลในแต่ละวัน
หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า “ภาษีทอง” จะกระทบใครบ้าง นักลงทุนต้องเสียภาษีเพิ่มหรือไม่ และการควบคุมเทรดดิจิทัลเต็มรูปแบบจะเปลี่ยนตลาดทองไทยอย่างไร
ทำไมรัฐเริ่มจับตาธุรกรรมทองคำ
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาทองคำมีความผันผวนสูงจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก เช่น เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสหรัฐ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาท
ทำให้นักลงทุนจำนวนมากหันมาซื้อขายทองคำเพื่อเก็งกำไรและป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้มูลค่าตลาดทองออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็เริ่มกังวลเรื่อง
• การหลีกเลี่ยงภาษี
• การใช้บัญชีม้า
• การฟอกเงิน
• การเคลื่อนย้ายเงินผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
• ธุรกรรมที่ตรวจสอบได้ยาก
จึงเริ่มมีแนวคิดในการเพิ่มมาตรการควบคุม รวมถึงศึกษาการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น
“ภาษีทอง” คืออะไร
จริงๆ แล้ว ประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีเกี่ยวกับทองคำบางส่วนอยู่แล้ว แต่ในอดีตยังมีช่องว่างในการติดตามธุรกรรมออนไลน์และกำไรจากการซื้อขาย สิ่งที่กำลังถูกพูดถึงในปัจจุบัน คือ
• การตรวจสอบรายได้จากการเทรดทองออนไลน์
• การติดตามธุรกรรมดิจิทัล
• การเชื่อมข้อมูลกับสถาบันการเงิน
• การกำกับแพลตฟอร์มซื้อขายให้เข้มงวดขึ้น
โดยเฉพาะกำไรจากการซื้อขายที่อาจเข้าข่าย “เงินได้พึงประเมิน” ตามประมวลรัษฎากร หากมีลักษณะเป็นการค้าหรือทำกำไรต่อเนื่อง
เทรดทองออนไลน์ เสี่ยงถูกตรวจสอบมากขึ้น
ปัจจุบันการซื้อขายทองไม่ได้จำกัดแค่หน้าร้านทองอีกต่อไป เพราะสามารถซื้อผ่าน แอปลงทุน Gold Wallet โบรกเกอร์ออนไลน์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ระบบซื้อขายต่างประเทศ
ธุรกรรมเหล่านี้มีข้อมูลการโอนเงินและเส้นทางการเงินชัดเจน ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้นกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะกรณีที่มี
• เงินเข้าออกจำนวนมาก
• รายได้ไม่สอดคล้องกับการยื่นภาษี
• มีการซื้อขายถี่ผิดปกติ
• ใช้หลายบัญชีในการรับโอน
กลุ่มนี้อาจกลายเป็นเป้าหมายตรวจสอบด้านภาษีในอนาคต
การคุม “เทรดดิจิทัล” เต็มรูปแบบ หมายถึงอะไร
แนวทางกำกับดูแลที่กำลังเข้มขึ้น ไม่ได้มีเฉพาะทองคำ แต่รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลหลายประเภท เช่น คริปโทเคอร์เรนซี โทเคนดิจิทัล การลงทุนออนไลน์ แพลตฟอร์มซื้อขายต่างประเทศ
หน่วยงานกำกับเริ่มให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินมากขึ้น เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีและธุรกรรมผิดกฎหมาย สิ่งที่อาจเห็นชัดขึ้นในอนาคต ได้แก่
• การรายงานธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง
• การตรวจสอบเส้นทางการเงินแบบอัตโนมัติ
• การเชื่อมข้อมูลระหว่างธนาคารและหน่วยงานภาษี
• การบังคับใช้ระบบ KYC เข้มงวดขึ้น
• การตรวจสอบบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง
นักลงทุนทองต้องเสียภาษีหรือไม่
หลายคนเข้าใจผิดว่า “ซื้อขายทองไม่ต้องเสียภาษี” แต่ความจริงขึ้นอยู่กับลักษณะของรายได้
กรณีซื้อเก็บระยะยาว หากซื้อทองเก็บไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว และขายเป็นครั้งคราวทั่วไป มักไม่เข้าลักษณะการค้าอย่างชัดเจน
กรณีซื้อขายเพื่อกำไรต่อเนื่อง หากมีพฤติกรรมซื้อขายถี่ มีรายได้สม่ำเสมอ หรือทำเป็นธุรกิจ อาจเข้าข่ายเงินได้ที่ต้องนำมายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสรรพากรสามารถตรวจสอบได้จาก รายการเดินบัญชี รายได้จากแพลตฟอร์ม ข้อมูลธุรกรรมออนไลน์ การโอนเงินผ่านธนาคาร ดังนั้นผู้ที่มีรายได้จากการเทรดจำนวนมากควรเก็บหลักฐานธุรกรรมและวางแผนภาษีให้ถูกต้อง
ร้านทองและแพลตฟอร์มออนไลน์ได้รับผลกระทบอย่างไร
กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำอาจต้องปรับตัวมากขึ้น เช่น
ร้านทอง
• ต้องตรวจสอบตัวตนลูกค้าเข้มขึ้น
• รายงานธุรกรรมขนาดใหญ่
• จัดเก็บข้อมูลลูกค้าให้ครบถ้วน
แพลตฟอร์มเทรดออนไลน์
• ต้องปฏิบัติตามกฎหมายป้องกันฟอกเงิน
• มีระบบตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติ
• เชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานรัฐ
ต้นทุนการดำเนินงานจึงอาจเพิ่มขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของตลาด
ผู้ลงทุนควรเตรียมตัวอย่างไร
1. เก็บหลักฐานการซื้อขายทุกครั้ง เช่น สลิปโอนเงิน รายการซื้อขาย Statement ใบเสร็จจากร้านทอง เพื่อใช้ยืนยันที่มาของเงินและรายได้
2. แยกบัญชีลงทุนออกจากบัญชีส่วนตัว ช่วยให้ตรวจสอบรายรับรายจ่ายง่ายขึ้น และลดปัญหาเวลาถูกตรวจสอบภาษี
3. ยื่นภาษีให้สอดคล้องกับรายได้จริง หากมีรายได้จากการซื้อขายต่อเนื่อง ไม่ควรละเลยการยื่นภาษี เพราะปัจจุบันระบบตรวจสอบทางการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. ใช้แพลตฟอร์มที่ถูกกฎหมาย ควรเลือกผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตและมีระบบตรวจสอบชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องธุรกรรมผิดกฎหมาย
ตลาดทองไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร
แม้มาตรการควบคุมจะทำให้ผู้ลงทุนบางส่วนกังวล แต่ในระยะยาวอาจช่วยให้ตลาดมีความโปร่งใสมากขึ้น ข้อดีที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ ลดการฟอกเงิน เพิ่มมาตรฐานธุรกิจ สร้างความน่าเชื่อถือให้ตลาดทองไทย ทำให้ระบบภาษีเป็นธรรมมากขึ้น ป้องกันการใช้ช่องโหว่ทางการเงิน ขณะเดียวกันนักลงทุนก็ต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคที่ทุกธุรกรรมดิจิทัลสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายกว่าเดิม
สรุป กระแส “ภาษีทอง” และการคุมเทรดดิจิทัลเต็มรูปแบบ กำลังสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการตรวจสอบธุรกรรมออนไลน์และรายได้จากการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดทองคำที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงและเติบโตอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
แม้ปัจจุบันอาจยังไม่มีการออกกฎหมายภาษีใหม่แบบเฉพาะเจาะจงสำหรับทองคำ แต่แนวโน้มการเชื่อมข้อมูลธุรกรรม การตรวจสอบรายได้ และการกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ จะเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน
สำหรับนักลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำธุรกรรมอย่างโปร่งใส เก็บหลักฐานให้ครบ และวางแผนภาษีอย่างถูกต้อง เพราะในยุคดิจิทัล ทุกการโอน ทุกการซื้อขาย และทุกกำไร อาจกลายเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้ทั้งหมดในอนาคต
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting


