เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับ “CLICX” ที่เริ่มเปิดให้บริการวันนี้วันแรก โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์เงินฝากตัวแรก ชูดอกเบี้ยสูงถึง4%
การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ แต่เป็นการเริ่มต้นของยุคใหม่ในระบบธนาคารไทย ภายใต้ธุรกิจธนาคารยุคใหม่ “Virtual Bank” แห่งแรกของประเทศ ที่ไม่มีสาขา ไม่มีเคาน์เตอร์บริการแบบดั้งเดิม และดำเนินธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งหมด
ความน่าสนใจอยู่ที่ผู้ถือหุ้นหลักของ CLICX ที่ต่างเป็นองค์กรที่มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ของประเทศ จึงทำให้ CLICX ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าจำนวน โดยเฉพาะยิ่งการเปิดให้บริการเป็นเจ้าแรกของไทย ยิ่งทำให้ CLICX มีความได้เปรียบในการช่วงชิงลูกค้ามหาศาลตั้งแต่วันแรกของการดำเนินธุรกิจ
จุดขายที่มาพร้อมกับการเปิดตัวของ CLICX คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกคือ “CLICX Save Max 4%” ซึ่งเป็นพ็อกเก็ตเงินฝากดอกเบี้ยสูงภายใต้บัญชี CLICX Save
โดยลูกค้าที่มีบัญชี CLICX Save สามารถเปิดพ็อกเก็ต Save Max 4% ได้ตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. เป็นต้นไป โดยจำกัดสิทธิ์ 1 พ็อกเก็ตต่อ 1 คน
อัตราดอกเบี้ยที่นำเสนอถือว่าอยู่ในระดับที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับบัญชีเงินฝากทั่วไป
โดยยอดเงินฝากตั้งแต่ 0-20,000 บาท จะได้รับดอกเบี้ย 4% ต่อปี ส่วนยอดที่เกิน 20,000 บาท จะได้รับดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี
ลูกค้าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 เดือน นับจากวันที่เปิดพ็อกเก็ต ก่อนจะกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาโปรโมชัน
นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถโอนเงินเข้าออกพ็อกเก็ตได้ตลอดเวลา โดยธนาคารคำนวณดอกเบี้ยจากยอดเงินคงเหลือ ณ สิ้นวัน และจ่ายดอกเบี้ยเข้าพ็อกเก็ตรายเดือน
การเลือกเปิดตัวด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากดอกเบี้ยสูงสะท้อนกลยุทธ์ที่ชัดเจนของ CLICX ในการเร่งสร้างฐานลูกค้าและดึงดูดผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบนิเวศของธนาคารตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
เพราะในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับ Virtual Bank คือการสร้างจำนวนผู้ใช้งานและยอดเงินฝากให้เติบโตอย่างรวดเร็ว
แต่อย่างไรก็ตามแม้การเปิดตัว CLICX จะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ความท้าทายที่แท้จริงอาจเพิ่งเริ่มต้น เพราะการดึงดูดลูกค้าด้วยดอกเบี้ยเงินฝากระดับสูงในช่วงเปิดตัวถือเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น เพราะโจทย์สำคัญหลังจากนี้คือการรักษาฐานลูกค้าให้ใช้งานต่อเนื่อง และเปลี่ยนผู้เปิดบัญชีให้กลายเป็นลูกค้าหลักของธนาคาร
ไม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจธนาคารไม่ได้สร้างรายได้จากเงินฝากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆทั้งสินเชื่อ การลงทุน การชำระเงิน และบริการทางการเงินรูปแบบต่างๆ
ดังนั้น การแข่งขันในระยะต่อไปจึงไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่า แต่จะวัดกันที่ความสามารถในการสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบวงจรต่างหาก
แต่แน่นอน สิ่งที่จะเห็นหลังจากนี้คือการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมธนาคาร ในอดีตธนาคารแข่งกันด้วยสาขา และการให้บริการที่ตรงจุด ใกล้ชิดกับลูกค้า แต่ปัจจัยเหล่านั้นอาจมีความสำคัญลดลง ขณะที่ความสามารถด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และประสบการณ์ลูกค้ากลายเป็นหัวใจสำคัญมากขึ้น
Virtual Bank จึงอาจเข้ามาเร่งให้ธนาคารทั้งระบบต้องปรับตัวเร็วขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การลดขั้นตอนการให้บริการ และการใช้ข้อมูลเพื่อสร้างข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า
สำหรับผู้บริโภค การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอาจนำมาซึ่งทางเลือกที่หลากหลายกว่าเดิม ทั้งในรูปแบบเงินฝาก สินเชื่อ และบริการทางการเงินอื่นๆ
เหล่านี้ถือเป็นเพียงก้าวแรกสำหรับ “สมรภูมิรบครั้งใหม่” บนสนามของ Virtual Bank แต่อาจเป็นตัวกำหนดอนาคตธนาคารไทยในทศวรรษข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร


