ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2% แต่ภายใต้ตัวเลขการเติบโตยังซ่อนความเปราะบางหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่เริ่มชะลอตัว ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และปัญหาคุณภาพหนี้ที่ยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ
“บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 2% แม้ภาพรวมในครึ่งปีหลังอาจจะมีโอกาสดีขึ้นในแง่ของตัวเลขภาพรวม
แต่ในระดับ “ธุรกิจ” ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันรุนแรงความไม่แน่นอน ที่สำคัญยังคงมาจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน
แม้ปัจจุบันจะเป็นข่าวดีที่สถานการณ์ไม่ได้ยกระดับขึ้นจนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงไปมากกว่านี้ แต่ยังต้องติดตามผลการเจรจาในช่วง 60 วันข้างหน้าใกล้ชิด เพราะความไม่แน่นอนอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อีกทั้ง มองส่งออกครึ่งปีหลังที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลงเทียบกับครึ่งปีแรก
“ความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า ยังคงมีความกังวลสหรัฐอาจนำมาตรา Section 301 เกี่ยวกับการค้าที่ไม่เป็นธรรมมาใช้ในการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด”
“ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล” รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันความเปราะบางของภาคธุรกิจมีสูงขึ้น ทั้งจากการเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากการระดมทุน หากดูจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางถึงระยะยาวที่มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจให้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ธุรกิจยังเผชิญความยากลำบากขึ้นในการระดมทุน โดยเฉพาะหุ้นกู้ที่มีเรตติ้งต่ำ หรือกลุ่ม Non-rated ที่พบว่ามีอัตราความสำเร็จในการขายหุ้นกู้อยู่เพียง 50-60% เท่านั้น หากเทียบกับกลุ่มเรตติ้งสูง
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีความเสี่ยงจากการครบกำหนดชำระยังมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีบางรายมีความเสี่ยงสูงขึ้น
ประเด็นที่น่าห่วงยังมาจาก “คุณภาพสินทรัพย์”
แม้โดยรวมตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ของระบบธนาคารไทยยังทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 3% แต่เหล่านี้สะท้อนความยากลำบากของแบงก์ที่ต้องผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้เชิงรุกต่อเนื่อง
เหล่านี้สะท้อนสัญญาณเปราะบางต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามปรับโครงสร้างหนี้ แต่กลุ่มสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) และ NPLยังคงมีแนวโน้มขยับขึ้นบ้างโดยเฉพาะในธุรกิจที่สายป่านไม่ยาวนัก การที่ NPL ไม่พุ่งสูงหวือหวานั้นเป็นเพราะกระบวนการเจรจาหนี้ที่มีความต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้น
แม้ภาพรวมมองปีนี้ภาพรวมสินเชื่อจะติดลบน้อยลงมาอยู่ที่บวก 0.5% จากติดลบ 0.7% แต่เป็นการเติบโตจาก “ธุรกิจรายใหญ่” จากการกู้ยืมของภาครัฐเป็นหลัก สวนทางกับสินเชื่อเอสเอ็มอี และรายย่อย รถ บ้าน ที่ยังหดตัวต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน
หากดูเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จากการสำรวจในช่วงมี.ค.-เม.ย.พบว่า ผู้ประกอบยังเผชิญกับยอดขายลดลง การขาดสภาพคล่องและต้นทุนสูงขึ้น และพบว่ากว่า 40%ของเอสเอ็มอี ล้วนผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว
ดังนั้น เหล่านี้กำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” หรือ New Normal ในระยะถัดไปตราบที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน
“กาญจนา โชคไพศาลศิลป์” ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังชี้ให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจ โดยพบว่าการปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่านมาสูงต่อเนื่อง หากย้อนไปถึงโควิดพบว่ายอดการปรับโครงสร้างหนี้อยู่เพียง 5-6 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันการปรับโครงสร้างหนี้สูงขึ้นชัดเจนมาอยู่ที่ 8.5-8.8 หมื่นล้านบาท
ซึ่งมาจากทั้งลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี และลูกหนี้รายย่อยที่ได้กลายเป็น NPL ไปแล้ว
หากดูข้อมูลจาก NCB ในส่วนของหนี้ธุรกิจ พบว่าการปรับโครงสร้างหนี้ชัดเจนขึ้น โดยสัดส่วนการปรับโครงสร้างหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของสินเชื่อธุรกิจที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ขยับตัวสูงขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณ 0.6%ของพอร์ตสินเชื่อธุรกิจโดยรวม ได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.6%ในปัจจุบัน
ไม่เพียงเท่านั้นพบว่า ธนาคารเน้นปรับโครงสร้างหนี้ให้กับกลุ่มลูกหนี้ที่มีการผิดนัดชำระหนี้ไม่เกิน 1 เดือนอย่างใกล้ชิด สะท้อนการตอบสนองที่รวดเร็วเมื่อลูกหนี้เริ่มมีสัญญาณการผิดนัดชำระเพียงเล็กน้อย ธนาคารจะรีบดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้ทันทีเพื่อไม่ให้สถานะหนี้แย่ลงไปกว่าเดิม
สรุปแล้วสถาบันการเงินให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างหนี้อย่างมาก สะท้อนว่าความพยายามในการประคองลูกหนี้ไม่ให้เป็น NPL ยังคงเป็นภารกิจหลักของธนาคารในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังมีประเด็นด้านคุณภาพสินทรัพย์หลงเหลืออยู่จากช่วงโควิด


