'เอสซีบี เอกซ์' วางหมากธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน 'เจนทู' เป็นตัวแทนแห่งอนาคต สร้างการเติบโตจากบริการทางการเงินดิจิทัลและสินเชื่อรายย่อย ตอกย้ำจัดการความเสี่ยงด้านสินเชื่อเคร่งครัด เร่งปรับโครงสร้างและพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อม ควบคู่กับการนำเอไอมาเพิ่มประสิทธิภาพ-ลดต้นทุนดำเนินงาน คาดเห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 2 ปี
นายอารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจของกลุ่ม SCBX นอกเหนือจากการเดินหน้าสู่ธุรกิจธนาคารไร้สาขาหรือเวอร์ชวลแบงก์แล้ว SCBX ยังมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงินโดยความคืบหน้าที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการผลักดันกลุ่มธุรกิจระยะที่สองหรือ "ธุรกิจเจนทู"
ธุรกิจเจนทูเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการทางการเงินดิจิทัลและสินเชื่อเพื่อรายย่อย ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัทคาร์ด เอกซ์ ซึ่งให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน, บริษัทออโต้ เอกซ์ สำหรับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ, บริษัทมันนิกซ์ ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน FINNIX, บริษัทอบาคัส ดิจิทัล ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน Money Thunder, และท้ายที่สุดคือบริษัทอัลฟา เอกซ์สำหรับสินเชื่อเพื่อสินค้าลักชัวรี
ในการนี้ ธุรกิจเจนทูได้รับการจัดวางให้เป็น “อนาคตของกลุ่มธุรกิจ” เนื่องจากอยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจกลุ่มนี้ได้ผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างองค์กรและปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจนเริ่มมีความมั่นคงและพร้อมสำหรับการเติบโตระลอกใหม่
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม SCBX ยังเลือกที่จะดำเนินธุรกิจดังกล่าวด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเป็นกลุ่มที่ “เปราะบาง” ต่อสภาวะเศรษฐกิจและ “ปัญหาหนี้ครัวเรือน” ที่ยังอยู่ในระดับสูง การบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีจึงมีความสำคัญมากกว่าการเร่งขยายการเติบโตในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างในเวลานี้
“โดยธรรมชาติแล้วถ้าเศรษฐกิจดี ธุรกิจธนาคารและธุรกิจการเงินก็จะดีเพราะเติบโตไปกับเศรษฐกิจ แต่พอเศรษฐกิจมันสะดุด แน่นอนว่าต้องส่งผลต่อผลประกอบการที่เราคาดไว้ จังหวะนี้จึงไม่ใช่ช่วงเวลาของการเร่งการเติบโตเพราะจะนำมาซึ่งปัญหาในอนาคต ฉะนั้นกลุ่มเราเลือกจะไม่ทำ และเน้นพัฒนาหรือเตรียมความพร้อมในเรื่องอื่นไปแทน”
ในบรรดาธุรกิจเจนทูทั้งหมด “คาร์ดเอกซ์” ถือเป็นธุรกิจที่มีความพร้อมและมีขนาดใหญ่ที่สุดหลังการปรับโครงสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ แม้ในปัจจุบันฐานลูกค้าของคาร์ดเอกซ์อยู่ในกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางบนขึ้นไป แต่ในอนาคตบริษัทมีแผนขยายการบริการสู่กลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-ระดับล่างมากขึ้น
ทั้งนี้ มองว่าการนำคาร์ดเอกซ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เนื่องจากบริษัทต้องการให้ความสำคัญกับการสร้างฐานกำไรที่ยั่งยืนและการควบคุมหนี้เสียรวมถึงการตั้งสำรองให้มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน “มันนิกซ์” ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจในกลุ่มเจนทูจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินแก่ผู้มีรายได้น้อย โดยใช้วิธีการประเมินเครดิตรูปแบบใหม่ที่ธนาคารแบบดั้งเดิมไม่เคยทำมาก่อน ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าที่อยู่ขอบล่างของธนาคารได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
โดยเน้นย้ำว่าทิศทางการดำเนินงานของธุรกิจในกลุ่มเจนทูทั้งหมด จะต้องไม่ทำงานทับซ้อนกับธุรกิจเวอร์ชวลแบงก์ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่จะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างในตลาดที่กลุ่ม SCBX ยังเข้าไม่ถึง เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบทุกกลุ่มโดยไม่แย่งลูกค้ากันเอง
ทิศทางของกลุ่ม SCBX ในระยะถัดไป จะมีการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ “เอไอ” เข้ามาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันกลุ่ม SCBX มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ประมาณ 40-41% ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะลดอัตราส่วนดังกล่าวให้เหลือเพียง 34-35% ในอนาคต โดยการลดต้นทุนลงได้แม้เพียง 5% จากฐานค่าใช้จ่ายปัจจุบัน จะช่วยประหยัดงบประมาณและเพิ่มผลกำไรได้ถึงหลายพันล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าหมายที่จะนำนวัตกรรมและเอไอมาใช้ในธุรกิจเวอร์ชวลแบงก์ เพื่อลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ให้เหลือเพียง 30% ต่ำกว่าธุรกิจธนาคารรูปแบบดั้งเดิม โดยการนำเอไอมาใช้จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ให้พนักงานจำนวนเท่าเดิมสามารถทำงานให้กับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ ส่งผลให้กระบวนการทำงานมีความรวดเร็ว แม่นยำ และลดต้นทุนการดำเนินงาน
ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและมีความไม่แน่นอน กลุ่ม SCBX เลือกที่จะใช้เวลาในการลงทุนปรับโครงสร้างองค์กรและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรอบด้านแทนการเร่งขยายตัวเพียงอย่างเดียว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต แม้ว่าในปีนี้อาจจะยังไม่เห็น “ต้นทุนที่ลดลงอย่างชัดเจน” เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มต้นและการทดสอบระบบภายใต้เกณฑ์เงื่อนไขต่างๆ แต่คาดการณ์ว่าผลที่ได้จะสะท้อนให้เห็นเป็นตัวเลข “ภายในระยะเวลา 2 ปี”
สำหรับนโยบายต่อผู้ถือหุ้นและการลงทุนนั้น กลุ่ม SCBX ยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลในการรักษาความแข็งแกร่งของเงินกองทุน เพื่อสำรองไว้สำหรับการขยายธุรกิจและปล่อยสินเชื่อเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเองก็ต้องมีการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด

