วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

ธปท. เตือนโลกแตกขั้ว กระทบการค้า-ลงทุน-เงินเฟ้อ แนะดูแลเสถียรภาพระยะสั้น-ปฏิรูปโครงสร้าง

ผู้ว่าธปท. ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบต่อการค้า การลงทุน การผลิต และเงินเฟ้อ ย้ำผู้กำหนดนโยบายต้องรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดการประชุม IMF Economic Review Conference ภายใต้หัวข้อ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order” ว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเปิดเสรีทางการค้า การเชื่อมโยงทางการเงินโลก และความร่วมมือในระดับภูมิภาค เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสให้กับประเทศต่างๆในเอเชียและทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ระเบียบเศรษฐกิจโลกดังกล่าวกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ควบคู่กับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้น และเส้นแบ่งระหว่างภูมิรัฐศาสตร์กับเศรษฐกิจเริ่มเลือนรางลง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การผลิต ภาวะเงินเฟ้อ และท้ายที่สุดส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

ในช่วงเวลาที่อำนาจทางเศรษฐกิจของโลกกำลังปรับเปลี่ยนและโครงสร้างตลาดกำลังถูกจัดระเบียบใหม่

กลยุทธ์การดำเนินนโยบายจำเป็นต้องได้รับการทบทวนและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ โดยในมุมมองด้านนโยบาย ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

สำหรับระยะสั้น นโยบายเศรษฐกิจมหภาคจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพเพื่อรับมือกับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก โดยความคาดหวังเงินเฟ้อที่ยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบที่เหมาะสม ช่วยให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ แต่ยังจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง

ส่วนในระยะยาว มองว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นต่อการยกระดับศักยภาพการเติบโตและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวน

โดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ที่ยังคงต้องพึ่งพาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางโลกที่มีแนวโน้มแตกแยกและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากขึ้น

นายวิทัยกล่าวว่า ในบริบทดังกล่าว งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่มีความเข้มข้นและน่าเชื่อถือมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการกำหนดนโยบาย เพราะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถจัดระเบียบข้อเท็จจริง ทดสอบแนวคิดต่าง ๆ และทำความเข้าใจกลไกทางเศรษฐกิจที่อาจมองไม่เห็นได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางสู่การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank Group) ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้

โดยประเด็นเรื่องอำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ ท่ามกลางระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง จะเป็นพื้นฐานสำคัญของหัวข้อการประชุม “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”

ทั้งนี้ ประเทศไทยมุ่งหวังที่จะผลักดันการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระดับโลกเกี่ยวกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและการเพิ่มศักยภาพให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต