วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘กรุงไทย’ ชูบริหารงบดุล-คุมเสี่ยง เดินหน้ารักษา ‘อาร์โออี’ สองหลัก ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน

“ผยง” ชี้แม้เศรษฐกิจชะลอ แต่เป้าหมาย “กรุงไทย” คือยังคงเดินหน้ารักษาการ “อาร์โออี” ให้อยู่ระดับสองหลักตามเป้าต่อเนื่อง ย้ำต้องให้ความสำคัญการดูแลงบดุลให้เหมาะสม และการบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วน “การปล่อยสินเชื่อ” ชี้ยังอยู่ในโหมดระวังปล่อยกู้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอ พร้อมเห็นด้วยธปท. คุม “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” เพื่อให้การปล่อยสินเชื่ออยู่บนความสามารถชำระหนี้ที่แท้จริง

‘กรุงไทย’ ชูบริหารงบดุล-คุมเสี่ยง เดินหน้ารักษา ‘อาร์โออี’ สองหลัก ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน แม้ “เศรษฐกิจไทย” ยังคงต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน จากทั้งกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ความผันผวนของตลาดการเงินโลก และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก แต่ฝั่งธนาคารพาณิชย์เอง หรือหลายธุรกิจ ยังคงต้องทำหน้าที่ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

เช่นเดียวกับธนาคารกรุงไทย ที่แม้ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้สถานการณ์หนักหนา แต่สิ่งที่แบงก์ยังต้องเดินหน้าต่อคือการพยายามประคับประคองธุรกิจให้ยังเติบโตต่อเนื่อง อีกด้านก็เพื่อการรักษาระดับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น(ROE)ให้ยังอยู่ระดับคงเดิม

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวว่า ภายใต้เศรษฐกิจปัจจุบัน ธนาคารก็ยังคงต้องรักษาระดับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ในระดับสองหลักต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญคือ ธนาคารต้องให้ความสำคัญกับการบริหารงบดุล (Balance Sheet)อย่างสมดุล ควบคู่กับการบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ซึ่งภายใต้ความผันผวนในปัจจุบันก็เชื่อว่ายังมีโอกาสทั้งใน “ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง” รวมถึงธุรกิจในตลาดเงินและตลาดทุน ขณะเดียวกันธนาคารยังมองเห็นการเติบโตของ “เศรษฐกิจรูปแบบใหม่” (New Economy) เริ่มเกิด ทำให้ธนาคารมุ่งเติบโตในส่วนนี้มากขึ้น

สำหรับการรักษาระดับผลกำไร (Bottom Line) ในปีนี้มองสามารถรักษาได้ตามเป้าหมายได้ แต่การเติบโตจะต้องเป็นไปตามกลไก และภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

สำหรับการปล่อยสินเชื่อ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันเปรียบเสมือนการวิ่งฝ่าฝนกลางพายุ ทำให้ไม่สามารถใช้ความเร็วแบบเดียวกับช่วงที่สภาพอากาศปลอดโปร่งได้ หรือวิ่งในช่วงฟ้าใสลมเย็นไม่ได้ ดังนั้นจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น แต่บนความระมัดระวังก็มีโอกาส แต่ว่าคลื่นลมก็ผันผวน

ส่วนกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังพิจารณาเข้ามากำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) ซื้อก่อนผ่อนทีหลังนั้น มองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และควรทำและสอดคล้องหลักการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ

โดยสิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผ่านมุมมองที่ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง เพราะผู้บริโภคสามารถก่อหนี้ได้จากหลายช่องทาง ทั้งธนาคารและแพลตฟอร์มต่าง ๆ แต่ควรมีระบบที่กระตุกหรือควรมีกลไกช่วยเตือนให้ประชาชนพิจารณาความจำเป็นของการใช้จ่าย

รวมถึงประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองก่อนก่อหนี้เพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้การดูแลปัญหาหนี้เป็นไปอย่างบูรณาการทั้งระบบ

วันนี้ธนาคารกรุงไทยก็มีธุรกิจนี้ แต่เราอยู่ภายใต้กรอบ Responsible Lending อยู่แล้ว พร้อมย้ำว่ากฎเกณฑ์และการกำกับดูแลควรมีความสอดคล้องกันในทุกช่องทาง ไม่งั้นกฎเกณฑ์กติกาก็จะเขย่ง ก็จะเกิดความเหลื่อมล้ำของกติกา ดังนั้นเหล่านี้เป็นกลไกตลาด จะทำให้การปล่อยสินเชื่อไหลไปยังช่องทางที่มีข้อจำกัดน้อยกว่า

สำหรับพอร์ตลูกค้าของธนาคาร ไม่ได้เห็นการชะลอตัวอย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่ธนาคารเน้นย้ำและให้ความสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดการก่อหนี้เกินกำลัง โดยสิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้คือการประคับประคองและดูแลลูกหนี้ปัจจุบันอย่างใกล้ชิด

สำหรับในประเด็นมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส”มองว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของภาคครัวเรือน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มเอสเอ็มอี และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กหรือ Micro SME โดยผลประโยชน์จะกระจายไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้บริโภค ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงผู้จัดหาสินค้าและวัตถุดิบต้นน้ำที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ

ส่วนประเด็นความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งจากประเด็นความผันผวนของค่าเงิน หรือเกิดภาวะการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปสู่สินทรัพย์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยกว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่องความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ(Trust and Confidence)ที่ต้องเกิดควบคู่กันด้วย

ดังนั้นการกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤตหรือความผันผวนจำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

สำหรับผลประกอบการของธนาคารกรุงไทยในช่วงที่ผ่านมา ถือว่ารักษาการเติบโตกำไรในระดับที่ดี โดยไตรมาสแรกมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2%

สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมา

โดยสินเชื่อโดยรวมของธนาคารยังขยายตัวที่ 2.4% จากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยเติบโตจากสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่และรายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการบริหารพอร์ตสินเชื่ออ่างรอบคอบสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน

โดยหากดูอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) อยู่ที่ 2.48% ภายใต้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ ธนาคารยังสามารถรักษาระดับการเติบโตจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตสูงถึง 13.9% จากธุรกิจเวลธ์ และการขยายตัวของธุรกิจตลาดทุน

ทั้งนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 38.9%
จาก 40.4% โดยหลักจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารสินทรัพย์รอการขายกลับสู่ภาวะปกติ และธนาคารยังสามารถรักษาระดับหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ใกล้เคียงเดิมที่ 2.93% ได้ สำหรับ ROE ยังอยู่ที่เลขสองหลักคือ 10.8%