ผู้บริหารธุรกิจประกัน ชี้เศรษฐกิจชะลอ ส่งผลกระทบประชาชนเซฟค่าใช้จ่าย ลดภาระ ส่งผลชะลอซื้อประกัน-ขอลดเบี้ยประกันลง 10-20% ส่งผลธุรกิจประกันแข่งลดเบี้ยชิงลูกค้ากระหน่ำ
“สุรดี มลายอริศูนย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ล็อคตั้น วัฒนา อินชัวร์รันส์โบรคเกอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าความท้าทายในธุรกิจประกันปี 2569 และอาจจะต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ด้วย คือ ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภาระต้นทุนที่สูงขึ้นซึ่งกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอย การตัดสินใจซื้อ หรือการลงทุนของผู้บริโภคมากขึ้น
โดยในธุรกิจประกันเริ่มเห็นการขอลดราคาเบี้ยในผลิตภัณฑ์ลง สำหรับลูกค้าที่มีอำนาจต่อรองได้ โดยสิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ลูกค้าขอลดราคาเบี้ยประกันลง 10-20% ปีนี้ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 15% ส่งผลให้ทั้งโบรกเกอร์ บริษัทประกันต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคามากขึ้นในปีนี้
ทั้งนี้มองว่า แม้สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เพราะเกิดขึ้นในธุรกิจมาเป็นร้อยปีแล้ว เพียงแต่ปัจจุบันตลาดอยู่ในช่วงที่เรียกว่า Soft Market หรือภาวะตลาดของผู้ซื้อ ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะช่วงก่อน และระหว่างโควิดที่ตลาดมีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มขึ้น แต่ในเวลานี้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมากกว่า จึงสามารถกดดันให้ลดราคาได้มากขึ้น
“ในธุรกิจประกันภัยนอกจากการแข่งขันที่มีมาตลอดแล้ว ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวยังเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลูกค้าต้องการลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น จากที่ลูกค้ามีแรงกดดันทางการเงินมากขึ้น จึงพยายามเจรจาขอลดราคาเบี้ยประกันภัยอย่างเข้มข้นกว่าเดิม”
อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญแรงกดดันด้านราคา แต่บริษัทยังคงตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ระดับ 8-10% เพราะมองว่าแม้ราคาจะลดลง10% แต่หากปริมาณธุรกิจเพิ่มขึ้นอีก 10% ก็สามารถชดเชยกันได้ ที่ช่วยพยุงการเติบโตของธุรกิจต่อไปได้
“นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยสมุทรประกันชีวิต ยอมรับว่าปัจจุบันเห็นการแข่งขันด้านราคาหรือการลดเบี้ยประกัน แต่เป็นการแข่งขันกันผ่านช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะการลดเบี้ยประกันเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อผ่านช่องทางออนไลน์
แต่ในส่วนของ “ธุรกิจประกันชีวิต” ยังไม่ได้เห็นการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงมากนัก โดยภาพรวมตลาดยังสามารถเติบโตได้ เนื่องจากผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองความเสี่ยง และการประกันสุขภาพมากขึ้น หลายคนเริ่มเข้าใจว่าหากรอจนมีปัญหาสุขภาพแล้ว อาจไม่สามารถทำประกันได้ หรือทำได้ในเงื่อนไขที่ยากขึ้น
ดังนั้น สำหรับบริษัทยอมรับว่ามีการใช้กลยุทธ์ด้านราคาในช่องทางดิจิทัลอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ลดเบี้ยประกันในระดับรุนแรงเหมือนบางรายในตลาด โดยมองว่าการทำธุรกิจผ่านช่องทางดิจิทัลต้องพิจารณาว่าสินค้าประเภทใดเหมาะกับการขายออนไลน์ และหากลดราคาลงแล้ว ยังต้องคงความสามารถในการทำกำไร และความยั่งยืนของธุรกิจไว้ได้
ส่วนแนวโน้ม “ธุรกิจประกันสุขภาพ” บริษัทยังคงเดินหน้าในทิศทางเดียวกับแนวโน้มของตลาด และได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยมองว่าประกันสุขภาพยังเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องในอนาคต
สำหรับ ในภาพรวมของธุรกิจประกันชีวิต ยังไม่ได้เห็นปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทยังคงประมาณการ การเติบโตของธุรกิจไว้ในกรอบเดิมที่ 2.5-3.5% โดยมองว่าตัวเลขในช่วง 3 เดือนแรกของปียังคงสอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว และยังไม่มีเหตุผลที่ต้องปรับเปลี่ยนกรอบคาดการณ์ในเวลานี้
“ตลาดประกันสุขภาพยังสามารถเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากพอร์ตธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการปรับเพิ่มเบี้ยประกันในบางช่วงเวลาก็ส่งผลให้มูลค่าเบี้ยรวมเพิ่มขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มตระหนักว่าความเจ็บป่วยสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น และค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นก็ทำให้ผู้คนยินดีจัดสรรเงินบางส่วนมาซื้อความคุ้มครองด้านสุขภาพ”
“กุสุมา ประถมศรีเมฆ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า ในปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ “ยากลำบาก” อย่างยิ่ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการตัดสินใจต่ออายุประกันภัยเดิม หรือการเลือกซื้อประกันภัยฉบับใหม่ ภาวะดังกล่าวทำให้บริษัทประกันภัยต่างๆ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อดึงดูด “ลูกค้าใหม่” และ “รักษาฐานลูกค้าเดิม” เอาไว้ เพื่อให้ระดับการเติบโตของเบี้ยประกันภัย
ซึ่งการลดเบี้ยประกันก็เป็นส่วนหนึ่งที่เห็น และใช้เป็นกลยุทธ์ในการแข่งขันมากขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะในประกันภัยรถยนต์ ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการแข่งขันด้านราคากันอย่างรุนแรง และชัดเจนที่สุด สาเหตุหลักมาจากมาตรฐานของความคุ้มครองที่มีความคล้ายคลึงกันมากในแต่ละบริษัท เมื่อความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์มีน้อยจุดตัดสินใจสำคัญของลูกค้าจึงไปตกอยู่ที่การลดราคา และการทำโปรโมชัน เป็นหลัก
โดยการแข่งขันนี้ครอบคลุมทั้งรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่สำหรับกลุ่ม EV นั้น มีความซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากบริษัทประกันภัยเริ่มมีความกังวล และเหนื่อยกับภาระการเคลมประกันที่สูง ส่งผลให้การแข่งขันในกลุ่ม EV อาจไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การลดราคาโดยตรงเหมือนรถยนต์ทั่วไป แต่จะหันไปใช้กลยุทธ์การทำโปรโมชันหรือสิทธิประโยชน์ในรูปแบบอื่นแทน
ในส่วนของทิสโก้ เราเป็นสถาบันการเงิน ซึ่งมีเครื่องมือในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าบริษัทโบรกเกอร์ประกันภัยทั่วไป ดังนั้น กลยุทธ์หลักที่ทิสโก้ใช้เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจและรักษาฐานลูกค้าคือ การบริหารจัดการทางการเงินเพื่อลดภาระให้ลูกค้า แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการลดราคาเบี้ยประกันภัยเพียงอย่างเดียว
โดยทิสโก้เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินในการแบ่งชำระเพื่อลดภาระการจ่ายเงินก้อนใหญ่ของลูกค้า วิธีการนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าและสามารถรักษากรมธรรม์ไว้ได้โดยไม่สร้างภาระทางการเงินจนเกินไป ซึ่งถือเป็นจุดต่างที่สร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน
“ผลิตภัณฑ์ประกันภัยประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประกันรถยนต์ ทิสโก้มีแนวทางที่แตกต่างออกไป เราจะไม่เน้นการแข่งขันที่การลดราคา แต่จะให้ความสำคัญกับความคุ้มครองเป็นหลัก เป้าหมายคือ การออกแบบ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะจ่าย แม้จะยอมรับว่าตลาดประกันรถยนต์จะมีความเดือดพล่านจากการแข่งขันทางราคา แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยประเภทอื่น ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญ และพิจารณาจากความคุ้มค่าของความคุ้มครองเป็นปัจจัยหลัก”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

