วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน 2569

Login
Login

เปิดวิธีรับมือภาษียุคของแพง วางแผนยังไงให้ธุรกิจไม่สะดุด

เปิดวิธีรับมือภาษียุคของแพง วางแผนยังไงให้ธุรกิจไม่สะดุด

ในปัจจุบันเจ้าของธุรกิจจำนวนมากต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง ค่าเช่าร้าน หรือแม้แต่ค่าไฟที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กำลังซื้อของลูกค้าบางช่วงกลับไม่ได้เพิ่มตาม ทำให้หลายกิจการต้องพยายามประคองธุรกิจให้อยู่รอดมากกว่าการขยายธุรกิจเหมือนในอดีต

อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเริ่มกังวล คือ “ภาษี” เพราะเมื่อรายได้ธุรกิจเพิ่มขึ้น ภาระภาษีก็มักเพิ่มตาม

หลายคนเริ่มขายดีแต่ไม่ได้วางระบบบัญชีไว้ตั้งแต่ต้น พอถึงเวลายื่นภาษีกลับพบว่าต้องจ่ายมากกว่าที่คิด หรือบางกรณีถูกตรวจสอบย้อนหลังจนกระทบเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ

ความจริงแล้วภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเจ้าของธุรกิจเข้าใจหลักพื้นฐานและวางแผนอย่างถูกต้อง เพราะการบริหารภาษีที่ดี จะช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง ลดความเสี่ยง และเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งจะประกอบด้วยอะไรบ้างสามารถอธิบายได้ดังนี้

เริ่มจากแยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัว

ปัญหาคลาสสิกของเจ้าของกิจการขนาดเล็ก คือใช้บัญชีเดียวกันทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องธุรกิจ เงินขายของเข้าปะปนกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จนสุดท้ายไม่รู้ว่าธุรกิจมีกำไรจริงเท่าไร

ผลเสียไม่ได้มีแค่เรื่องความสับสน แต่ยังส่งผลต่อการคำนวณภาษี เพราะเมื่อเอกสารการเงินไม่ชัดเจน การตรวจสอบรายรับรายจ่ายจะยากขึ้น และอาจทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร

วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ ใช้รับ–จ่ายเฉพาะกิจการ และพยายามหลีกเลี่ยงการถอนเงินสดออกมาใช้ส่วนตัวโดยไม่มีบันทึก วิธีนี้ช่วยให้ตรวจสอบรายได้ง่ายขึ้น และทำบัญชีได้ถูกต้องมากกว่าเดิม

ทำบัญชีให้เป็นปัจจุบัน...อย่ารอปลายปี

หลายกิจการมีพฤติกรรมเก็บเอกสารไว้ก่อน แล้วค่อยสรุปบัญชีทีเดียวตอนใกล้ยื่นภาษี ซึ่งเป็นวิธีที่เสี่ยงมาก เพราะเอกสารอาจสูญหาย ค่าใช้จ่ายตกหล่น หรือจำรายละเอียดไม่ได้

การทำบัญชีทุกเดือนจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นสถานะการเงินจริงของกิจการ เช่น เดือนนี้กำไรลดลงเพราะอะไร ค่าใช้จ่ายส่วนไหนสูงผิดปกติ หรือควรสำรองเงินภาษีไว้เท่าไร ยิ่งในยุคที่ต้นทุนสูง การรู้ตัวเลขเร็วถือเป็นข้อได้เปรียบ เพราะช่วยให้ตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันก่อนกระทบกระแสเงินสดของธุรกิจ

รายได้ใกล้เกณฑ์ ต้องเริ่มวางแผน VAT

หนึ่งในเรื่องที่ผู้ประกอบการพลาดบ่อย คือไม่รู้ว่าตัวเองเข้าเกณฑ์จด VAT แล้ว ปัจจุบันหากกิจการมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าต้องรอให้กำไรเยอะก่อน แต่จริงๆ ใช้ “รายรับ” เป็นเกณฑ์ ไม่ใช่กำไร ดังนั้นแม้กำไรยังไม่มาก แต่ถ้ายอดขายเกินก็มีหน้าที่ต้องจด

หากปล่อยไว้จนสรรพากรตรวจพบ อาจถูกเรียกเก็บ VAT ย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งบางครั้งสูงกว่าภาษีจริงหลายเท่า และกระทบเงินทุนของกิจการทันที ทางที่ดีคือหมั่นตรวจสอบยอดขายทุกเดือน หากรายได้เริ่มใกล้เกณฑ์ ควรวางแผนเรื่องราคา การออกใบกำกับภาษี และระบบเอกสารล่วงหน้า

เก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ครบ...ลดภาษีได้จริง

เจ้าของธุรกิจจำนวนไม่น้อยเสียภาษีเกินความจำเป็น เพราะมีค่าใช้จ่ายจริงแต่ไม่มีเอกสารที่ใช้ทางภาษีได้ เช่น ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีใบกำกับภาษี หรือเอกสารระบุข้อมูลไม่ครบ

ค่าใช้จ่ายทางธุรกิจหลายอย่างสามารถนำมาหักภาษีได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าน้ำค่าไฟ หรือค่าอุปกรณ์สำนักงาน แต่ต้องมีหลักฐานถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

ปัจจุบันการเก็บเอกสารทำได้ง่ายขึ้นมาก สามารถสแกนเก็บในรูปแบบดิจิทัลเพื่อลดปัญหาเอกสารสูญหาย และค้นหาได้สะดวกเมื่อต้องใช้งาน

สำรองเงินภาษีไว้ทุกเดือน

ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยคือ “มีกำไรแต่ไม่มีเงินจ่ายภาษี” เพราะเจ้าของธุรกิจนำเงินไปหมุนใช้ทั้งหมด พอถึงกำหนดยื่นภาษีกลับเงินไม่พอ ต้องกู้หรือผ่อนชำระกับสรรพากร

วิธีที่ช่วยลดปัญหาได้ดี คือ แบ่งเงินสำรองภาษีไว้ตั้งแต่ต้น เช่น กันเงินไว้บางส่วนจากรายรับหรือกำไรทุกเดือน แม้จะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ช่วยให้ธุรกิจมีวินัยทางการเงินมากขึ้น

การเตรียมเงินไว้ล่วงหน้ายังช่วยลดความกดดัน และทำให้วางแผนขยายธุรกิจได้ง่ายกว่าเดิม เพราะรู้ว่ามีภาระอะไรต้องจ่ายบ้าง

ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เป็น

ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุน SME และผู้ประกอบการออกมาอยู่เป็นระยะ เช่น มาตรการหักค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการลงทุนบางประเภท หรือสิทธิประโยชน์สำหรับธุรกิจที่เข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง

ผู้ประกอบการที่ติดตามข่าวสารและมีระบบบัญชีที่ดี จะสามารถใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้เต็มที่ ช่วยลดต้นทุนภาษีอย่างถูกกฎหมาย

นอกจากนี้ธุรกิจที่มีงบการเงินชัดเจน ยังมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อธนาคารง่ายกว่า เพราะธนาคารมักใช้ข้อมูลทางบัญชีและการเสียภาษีประกอบการพิจารณาอนุมัติวงเงิน

เลือกสำนักงานบัญชีที่ช่วยวางแผนได้จริง

หลายธุรกิจเลือกสำนักงานบัญชีจากค่าบริการที่ถูกที่สุด แต่บางครั้งการประหยัดระยะสั้นอาจกลายเป็นความเสี่ยงระยะยาว หากทำบัญชีผิด ยื่นภาษีไม่ครบ หรือไม่ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง

สำนักงานบัญชีที่ดีไม่ควรมีหน้าที่แค่ยื่นเอกสาร แต่ควรช่วยวางแผน แจ้งความเสี่ยง และให้คำแนะนำกับเจ้าของธุรกิจได้ เช่น รายได้ใกล้เกิน VAT การวางระบบเอกสาร หรือการบริหารภาษีให้เหมาะกับขนาดกิจการ เมื่อมีผู้ช่วยที่เข้าใจธุรกิจ เจ้าของกิจการก็จะสามารถโฟกัสกับการขายและการเติบโตได้เต็มที่มากขึ้น

สรุป...ในยุคที่ค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวางแผนภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะหากบริหารไม่ดี อาจกระทบสภาพคล่องและความอยู่รอดของกิจการได้โดยตรง

ธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง มักไม่ใช่ธุรกิจที่ขายเก่งเพียงอย่างเดียว แต่คือธุรกิจที่มีระบบบัญชีชัดเจน รู้ต้นทุนจริง วางแผนภาษีเป็น และเตรียมเงินไว้ล่วงหน้าอย่างเหมาะสม
 
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting