วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569

Login
Login

ธปท.รื้อใหญ่หั่นค่าธรรมเนียม คาดกระทบ ‘รายได้แบงก์’ 5 พันล้านต่อปี

ธปท.รื้อใหญ่หั่นค่าธรรมเนียม คาดกระทบ ‘รายได้แบงก์’ 5 พันล้านต่อปี

“แบงก์ชาติ” เอาจริงปรับค่า “ธรรมเนียม” การให้บริการทางการเงินทั้งระบบ ใหม่ 19 รายการ หวังสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ เอื้อลดต้นทุนประชาชน เอสเอ็มอี คาดกระทบรายได้แบงก์ราว 5 พันล้านต่อปี

ธปท.รื้อใหญ่หั่นค่าธรรมเนียม คาดกระทบ ‘รายได้แบงก์’ 5 พันล้านต่อปี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ล่าสุดธปท. ได้ออกประกาศบังคับใช้โครงสร้างค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินทั้งระบบธนาคารใหม่ โดยครอบคลุม 19 รายการใน 4 กลุ่มหลัก เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ ลดภาระให้ประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  

โดยแนวคิดสำคัญของการดำเนินการครั้งนี้คือ การทำให้ค่าธรรมเนียมทางการเงินสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมา ธปท. พบว่าค่าบริการหลายรายการยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการในปัจจุบัน

โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการของสถาบันการเงินอย่างมาก ซึ่งค่าธรรมเนียมบางประเภทเกิดขึ้นในยุคที่ระบบธนาคารยังมีต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสูง แต่เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ต้นทุนดังกล่าวได้ลดลง หรือบางกรณีแทบไม่มีอยู่แล้ว แต่ค่าธรรมเนียมบางรายการยังคงถูกเรียกเก็บในอัตราเดิม หรือมีความแตกต่างกันมากระหว่างแต่ละสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ ธปท. จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานค่าบริการ และการให้บริการให้มีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น โดยยืนยันว่าเป้าหมายไม่ใช่การเพิ่มภาระให้ธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะประชาชนรายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มักมีอำนาจต่อรองน้อยกว่า

โดยการปรับปรุงหลักเกณฑ์ครั้งนี้ครอบคลุมค่าธรรมเนียม 4 กลุ่ม ได้แก่ ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อเอสเอ็มอี

สำหรับใน “กลุ่มบัญชีเงินฝาก” ธปท.ได้กำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับค่าขอรายการเดินบัญชี หรือ Statement ซึ่งที่ผ่านมาในบางกรณีมีการเรียกเก็บค่าบริการในระดับสูง โดยมาตรฐานใหม่กำหนดให้การขอเอกสารผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะที่การขอเอกสารในรูปแบบปกติจะถูกกำหนดเพดานค่าบริการที่ชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงค่าหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน รวมถึงค่ารักษาบัญชีสำหรับบัญชีเงินฝากที่ไม่มีความเคลื่อนไหวและมียอดเงินคงเหลือต่ำกว่าที่กำหนด เพื่อให้การเรียกเก็บค่าบริการมีความเหมาะสมและสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น

สำหรับ “กลุ่มบัตรอิเล็กทรอนิกส์” การปรับปรุงครั้งนี้ครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีของบัตรเอทีเอ็มพื้นฐานและบัตรเดบิตพื้นฐาน รวมถึงค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จึงควรมีการกำหนดมาตรฐานที่เป็นธรรมและลดภาระให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

ในส่วนของ “ธุรกรรมการชำระเงิน” ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญที่ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจน ในอดีตธุรกรรมข้ามเขตต้องมีต้นทุนในการเชื่อมต่อระบบหรือการจองคู่สาย ทำให้สถาบันการเงินมีเหตุผลในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม

แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ต้นทุนดังกล่าวลดลงอย่างมากหรือแทบไม่เหลืออยู่แล้ว จึงนำมาสู่การกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการฝาก ถอน โอนเงิน การฝากเช็ค การรับชำระสินค้าและบริการ ตลอดจนการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตฯลฯเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

อีกหนึ่งกลุ่มที่ได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญคือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อเอสเอ็มอี ที่ผ่านมาผู้ประกอบการรายย่อยมักต้องเผชิญภาระค่าธรรมเนียมหลายประเภท ทั้งค่าธรรมเนียมการใช้สินเชื่อ ค่าต่ออายุวงเงิน ค่าขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงิน รวมถึงค่าชำระหนี้ก่อนกำหนด ซึ่งหากลดตรงนี้ลงมาได้เชื่อว่าภาระเอสเอ็มอีจะลดลงอย่างมาก

โดยหลักเกณฑ์ใหม่เหล่านี้ มุ่งสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม และไม่ต้องเผชิญภาระค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันมากระหว่างสถาบันการเงินแต่ละแห่ง

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเบื้องต้น มาตรการปรับลดค่าธรรมเนียมทั้งหมดจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของอุตสาหกรรมธนาคารไม่เกินประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.5-2% ของผลประกอบการรวมของอุตสาหกรรมธนาคาร ซึ่งอยู่ในระดับกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี จึงถือว่าเป็นผลกระทบในระดับที่ระบบธนาคารสามารถรองรับได้

5,000 ล้านบาทเป็นตัวเลขของทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่ของธนาคารใดธนาคารหนึ่ง และเมื่อเทียบกับรายได้รวมของระบบแล้วถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก ดังนั้น อิมแพคต่อแบงก์ไม่มากนัก ซึ่งแม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นรายได้ที่หายไปจากฝั่งสถาบันการเงิน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นประโยชน์ที่ส่งตรงไปยังประชาชนรายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของมาตรการนี้ และกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมและมาตรฐานใหม่คือ ประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมักไม่มีอำนาจต่อรองในระดับเดียวกับลูกค้ารายใหญ่

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์กำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการดังกล่าว จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะทยอยดำเนินการจนแล้วเสร็จภายในช่วงเดือนต.ค. 2569