วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569

Login
Login

ธปท.สกัด ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ เบรกวัยรุ่น ‘ติดหนี้ง่าย-ใช้จ่ายไม่จำเป็น-เร่งเอ็นพีแอล’

ธปท.สกัด ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ เบรกวัยรุ่น ‘ติดหนี้ง่าย-ใช้จ่ายไม่จำเป็น-เร่งเอ็นพีแอล’

ธปท.สกัด ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’ เบรกวัยรุ่น ‘ติดหนี้ง่าย-ใช้จ่ายไม่จำเป็น-เร่งเอ็นพีแอล’ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเข้ามากำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งแม้สินเชื่อประเภทนี้ไม่ใช่ผู้ร้าย

แต่หาก “ไม่คุม” และหากการปล่อยสินเชื่อเอื้อให้บางกลุ่ม เช่น เด็กใช้ง่ายเกินไปสร้างการบริโภคที่ไม่มีเงินกระตุ้นใช้จ่ายมากเกินไปเหล่านี้ต้องระมัดระวัง ซึ่งเป็นเทรนด์เดียวกับหลายประเทศที่เริ่มเข้ามากำกับ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้คนไทยปัจจุบันมีถึง 25 ล้านคน ขณะที่ประชากรอายุ 20-35 ปี มากกว่าครึ่งหรือ 52.7% มีหนี้สิน ในนี้มีสัดส่วน “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (NPL) สูงถึง 27% ถือเป็นตัวเลขน่ากังวลเพราะเป็นหนี้ตั้งแต่อายุน้อย โดยเฉพาะหนี้เสียที่อาจกระทบโอกาสทางการเงินและคุณภาพชีวิตระยะยาว

รวมทั้งหากดูการปล่อยสินเชื่อผ่าน Buy Now Pay Later ปัจจุบันจากผู้ประกอบการรายใหญ่ 8 รายที่ ธปท.มีข้อมูลพบจำนวนบัญชี BNPL เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด โดยปี 2564 มีสินเชื่อประเภทนี้เพียง 600,000 บัญชี ผ่านมา ณ สิ้นปี 2567 จำนวนบัญชีก้าวกระโดดเป็น 4.91 ล้านบัญชี ขยายตัวเกือบ 100% ต่อปี 

ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเติบโตเฉลี่ย 38% ต่อปี และคาดว่าปี2568 จำนวนบัญชีขยายเพิ่มเกิน 5-6 ล้านบัญชี ซึ่งสะท้อนการขยายตัวเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อยและกลุ่ม First Jobber

ธปท.ไม่สบายใจหากเป็นหนี้เร็ว และหากเป็น NPL ทำให้อนาคตลำบาก ธปท.ต้องดูไม่ให้เป็นปัญหาเชิงสังคม โดยหลายอย่างไม่ควรเป็น Buy Now Pay Later พฤติกรรมการใช้งาน BNPL บางอย่างน่ากังวล เช่น ผ่อนชำระสินค้ามูลค่าต่ำอย่างชานมไข่มุก 106 บาท หรือข้าวมันไก่ 50 บาท กินเสร็จผ่อน 4 เดือน ซึ่งเป็นการสร้างนิสัยการบริโภคและสร้างหนี้เร็วเกินไป และดอกเบี้ยแพง 16-18%

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการ BNPL มักดำเนินธุรกิจผ่าน 2 ประเภทควบคู่กัน บริษัทประเภทแรกคือผู้ได้รับใบอนุญาตสินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ซึ่งใช้ข้อมูลทางเลือกพิจารณาสินเชื่อได้ โดยปล่อยกู้ไม่เกิน 20,000 บาท และคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 25% 

ขณะที่อีกประเภทเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งปล่อยสินเชื่อวงเงินสูงกว่า 20,000 บาทได้ แต่ต้องคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 15%

  • คาดเข้าไปกำกับสินเชื่อก่อนสิ้นปีนี้

สำหรับการกำกับในอนาคต ธปท.ไม่มุ่งเป้ากำกับแพลตฟอร์มโดยตรง แต่เน้นบริษัทผู้ปล่อยสินเชื่อทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว โดย ธปท. กำลังพิจารณามาตรการ

เช่น การกำหนดอายุขั้นต่ำผู้ใช้บริการ การพิจารณาประเภทสินค้าที่เหมาะสมกับสินเชื่อ BNPL รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มเติม เพื่อให้การใช้สินเชื่อประเภทนี้ไม่เกิดปัญหาหนี้สินในอนาคต

สุดท้ายแล้วการเข้าไปกำกับดูแล BNPL ต้องทำผ่านการออกประกาศ โดยต้องออกกฎหมายใหม่เพราะ ธปท.มีอำนาจตามกฎหมายหลายฉบับที่นำมาออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลในลักษณะเดียวกับการกำกับดูแลธุรกิจการเงินประเภทอื่นที่เกิดขึ้นใหม่

โดยเบื้องต้นจะใช้เวลาพิจารณากำกับ 4-5 เดือนนับจากนี้ และจะประกาศหลักเกณฑ์ก่อนสิ้นปีนี้

เดิม ธปท.ไม่ได้คุมการปล่อยสินเชื่อหากไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ แบงก์รัฐ นอนแบงก์ แต่วันนี้ก้าวเข้าไปไม่ว่าดอกเบี้ยเท่าไหร่ หากเป็นการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาทั้งการบริโภค การเป็นหนี้ NPL แต่ไม่ได้บอกว่าบริษัททำสินเชื่อประเภทนี้เป็นผู้ร้าย แต่อยากกำกับเพื่อไม่ให้เด็กหรือผู้ไม่มีความสามารถชำระหนี้ หรือผู้ถูกจูงให้บริโภคและจ่ายด้วยการผ่อนโดยที่ไม่จำเป็น

  • ธปท.เศรษฐกิจปีนี้ลุ้นโต 2%

สำหรับภาพเศรษฐกิจไทย มองว่า ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญปีนี้ โดยอาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงสุดที่ 2% จากประมาณการเดิม 1.5% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคที่โตเป็น 2.6% และมาตรการ “ไทยช่วยไทย” ที่เริ่มเดือน มิ.ย.นี้ จะทำให้จีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวถึง 3.2%

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวกระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เงินเฟ้อมีผลกระทบจากราคาน้ำมันและพลังงานสูงขึ้นทำให้เงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 2.9% แต่มีบางช่วงโดยเฉพาะเดือน ต.ค.หรือไตรมาส 3 เงินเฟ้ออาจสูงขึ้นถึง 5.0-5.2% เป็นผลจากการกระตุ้นบริโภคและฐานราคาน้ำมัน ทั้งนี้ ธปท.เชื่อว่าเป็นเพียงระยะสั้น และจะปรับตัวลงมาที่ 1.4% ในปีหน้า 

อีกประเด็นที่ ธปท.ติดตามใกล้ชิด NPL โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ แม้ยังไม่มีสัญญาณน่ากังวล แต่ยอมรับว่ามีโอกาสที่ NPLจะเพิ่มขึ้น ซึ่ง ธปท.ทยอยออกชุดมาตรการช่วยเหลือ เช่น มาตรการ SME Boost และสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ หรือมาตรการฟ้าส้มที่ออกมาป้องกัน NPL

  • ผู้ให้บริการ BNPL เข้มก่อนปล่อยวงเงิน

แหล่งข่าวจากแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ ให้ข้อมูลกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันบริการ Buy now Pay later ได้รับความนิยมมากในไทยเป็นบริการของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ทั้ง ช้อปปี้ และ ลาซาด้า 

สำหรับช้อปปี้ มีบริการ SPayLater ผ่อนชำระสินค้าให้บริการโดยบริษัท โมนี่ (แคปปิตอล) หรือ monee จำกัด ในเครือ SeaMoney ธุรกิจด้านการเงินของบริษัท Sea Group และให้บริการ “สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล" (Digital Personal Loan) ภายใต้บริการ SEasyCash ซึ่ง ธปท.กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี

ทั้งนี้ บริการ SPayLater อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ธปท.ทั้งยังได้ลิงก์ข้อมูลประวัติทางการเงินกับบริษัทเครดิตบูโร เพื่อเป็นตัวหลักพิจารณาการให้วงเงินผ่อนชำระ รวมถึงวงเงินสินเชื่อ

พร้อมวางโครงสร้างความปลอดภัยหลายชั้น ตั้งแต่คัดกรองผู้ใช้เชิงลึกผ่านการประเมินความสามารถชำระจากข้อมูลหลายมิติ ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมการซื้อ ทั้งกำหนดวงเงินให้เหมาะสมตามประวัติชำระเงินและความเสี่ยงเฉพาะบุคคล มีทีมเครดิตเฉพาะทางที่ติดตามลูกค้าใกล้ชิดมากกว่าบริษัทฟินเทคทั่วไปช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานรับภาระการเงินมากเกินไป

นางสาววาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า บริการ LazPayLater แม้เป็นเครื่องมือสำคัญขับเคลื่อนยอดขายช่วยเพิ่มอัตราการสั่งซื้อ และขยายขนาดตะกร้าสินค้า โดยเฉพาะหมวดหมู่สินค้ามูลค่าสูงและกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ต้องบริหารจัดการระมัดระวังไม่ให้กระทบปัญหาหนี้ครัวเรือน

ลาซาด้าให้ความสำคัญกับการเติบโตยั่งยืนจึงมีมาตรการคัดกรองเข้มงวดมีการประเมินเครดิตที่ใช้ AI และข้อมูลพฤติกรรมการจับจ่ายในอดีต รวมถึงประวัติการชำระคืนมาเป็นเกณฑ์อนุมัติวงเงิน

โดยยืนยันว่าทำธุรกิจภายใต้กฎหมาย และพร้อมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ภาครัฐ ส่วนการปรับค่าธรรมเนียมที่ผ่านมาโปร่งใส ชัดเจน มีประกาศล่วงหน้า คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดทั้งผู้ซื้อหรือผู้ขาย