วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ชานม-ข้าวมันไก่’ ยังผ่อน! แบงก์ชาติ เร่งกำกับ BNPL สกัดหนี้คนรุ่นใหม่ หวั่นลามเป็นปัญหาสังคม

‘ชานม-ข้าวมันไก่’ ยังผ่อน!  แบงก์ชาติ เร่งกำกับ BNPL  สกัดหนี้คนรุ่นใหม่ หวั่นลามเป็นปัญหาสังคม

แบงก์ชาติห่วง พฤติกรรมก่อหนี้ ชานม-ข้าวมันไก่ยังผ่อน จ่าย 4 เดือน ธปท. รับไม่สบายใจ จ่อออกเกณฑ์คุม BNPL หวั่นเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาหนี้เสีย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์การผ่อนชำระหนี้วันนี้เริ่มน่ากังวล โดยเฉพาะผ่านสินเชื่อ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ที่เริ่มขยายไปสู่การผ่อนชำระสินค้ามูลค่าต่ำในชีวิตประจำวัน เช่น ชานมไข่มุกราคา 106 บาท หรือข้าวมันไก่ราคา 50 บาท โดยสามารถแบ่งจ่ายเป็นงวดได้นาน4เดือน สะท้อนพฤติกรรมการบริโภคที่อาจสร้างนิสัยก่อหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย

“กินเสร็จแล้วแต่ยังต้องผ่อนอีก 4 เดือน เป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะเป็นการสร้างหนี้เร็วเกินไป และบางกรณีมีดอกเบี้ยสูงถึง16-18%” 

ความกังวลดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยปัจจุบันมีคนไทยประมาณ 25 ล้านคนมีภาระหนี้ ขณะที่ประชากรอายุ 20-35 ปี มากกว่าครึ่ง หรือ 52.7% เป็นลูกหนี้ และในจำนวนนี้มีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงถึง 27%

ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าห่วง เพราะการเป็นหนี้เสียตั้งแต่อายุยังน้อยอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการเงินและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

จากข้อมูลที่ธปท. รวบรวมจากผู้ให้บริการ BNPL รายใหญ่ 8 ราย พบว่า จำนวนบัญชี BNPL เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเพียง 600,000 บัญชีในปี 2564 เป็น 4.91 ล้านบัญชี ณ สิ้นปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ยเกือบ 100% ต่อปี ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายผ่านระบบดังกล่าวเติบโตเฉลี่ย 38% ต่อปี และคาดว่าปี 2568 จำนวนบัญชีจะเพิ่มขึ้นเกิน 5-6 ล้านบัญชี โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน

ธปท. ไม่ได้มองว่าผู้ประกอบธุรกิจ BNPL เป็นผู้ร้าย และสินเชื่อประเภทนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา แต่จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบทางสังคมจากการก่อหนี้เกินตัว โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนหรือผู้ที่ยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้เพียงพอ

ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างศึกษามาตรการกำกับดูแล เช่น การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ การพิจารณาประเภทสินค้าที่เหมาะสมสำหรับการใช้ BNPL และการเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค โดยจะเน้นกำกับผู้ให้บริการสินเชื่อมากกว่าตัวแพลตฟอร์มออนไลน์

เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาอีกประมาณ 4-5 เดือน และจะออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลอย่างเป็นทางการก่อนสิ้นปีนี้