วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน 2569

Login
Login

เตือน ‘เวอร์ชวลแบงก์’ ดาบ2คม ‘ไร้ต้นทุนสาขา’ แต่ค่าระบบความปลอดภัยสูง เสี่ยงหนี้เสียพุ่ง

เตือน ‘เวอร์ชวลแบงก์’ ดาบ2คม ‘ไร้ต้นทุนสาขา’ แต่ค่าระบบความปลอดภัยสูง เสี่ยงหนี้เสียพุ่ง

เตือน ‘เวอร์ชวลแบงก์’ ดาบ2คม ‘ไร้ต้นทุนสาขา’ แต่ค่าระบบความปลอดภัยสูง เสี่ยงหนี้เสียพุ่ง หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิด “ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา” (Virtual Bank) ในไทยทำให้หลังจากนี้ตลาดการเงินไทยอาจเดินสู่การแข่งขันครั้งใหม่ที่ต่างจากอดีตสิ้นเชิง เพราะไม่ใช่ “การเพิ่มจำนวนธนาคาร”

แต่ Virtual Bank มาจากผู้เล่นที่ใหม่ที่อยู่หลากหลายธุรกิจทั้งเทคโนโลยี โทรคมนาคม ค้าปลีก และดิจิทัลแพลตฟอร์ม เข้ามาท้าทายรูปแบบการให้บริการทางการเงินแบบเดิม

โจทย์สำคัญของ ธปท.ไม่ต้องการ “สร้างผู้เล่นใหม่” เพื่อแย่งลูกค้าธนาคารเดิม แต่ต้องการให้ Virtual Bank มาเติมเต็มช่องว่างระบบการเงิน โดยเฉพาะประชาชนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ กลุ่มอาชีพอิสระ ผู้ค้ารายย่อย หรือผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักฐานการเงินตามเกณฑ์เดิม

วันนี้การแข่งขันเริ่มต้นแล้ว แม้ล่าสุด Virtual bank ยังไม่เปิดบริการเนื่องจากอยู่ระหว่างเตรียมพร้อม อย่าง “CLICX” เป็น Virtual Bank รายแรกที่ได้อนุญาตและเตรียมเปิดบริการวันที่ 19 มิ.ย.นี้ 

ขณะที่ “Ascend Bank”ภายใต้กลุ่มซีพี ตั้งเป้าเปิดบริการเดือน ก.ค.นี้ และ “BankX” ของเอสซีบีเอกซ์ วางเป้าหมายเปิดบริการปลายปีนี้ แม้ทั้ง 3 รายมีโอกาสรับใบอนุญาตทั้งหมด แต่หากพิจารณาเชิงลึกพบว่าทั้ง 3 รายกำลังเดินเกมคนละแบบจากจุดแข็งคนละด้าน

ทว่าการเข้ามาสู่ตลาดของ Virtual Bank ท่ามกลาง “เศรษฐกิจไทย” เติบโตช้า ตลาดสินเชื่อดิจิทัลเริ่มอิ่มตัว และปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับวิกฤติ สารพัดปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็น

“โจทย์ท้าทาย” แม้ Virtual Bank ไม่มีค่าใช้จ่าย “สาขา” และ “พนักงานหน้าร้าน” แต่ต้องแบก “ต้นทุนระบบดิจิทัลและความปลอดภัย” ที่สูง รวมถึง “ต้นทุนแฝงจากการตามหนี้”

  • สศช.ชี้บทเรียน “จีน-ฟิลิปปินส์” NPLs บาน

สำนักงานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (สศช.) ระบุในรายงานภาวะสังคมไตรมาส 1 ปี 2569 ถึงการเปิดตัวของ Virtual Bank อาจต้องเฝ้าระวังการก่อหนี้เพิ่ม โดยนโยบายการเปิดให้มีผู้ให้บริการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาของ ธปท.เป็นแนวทางสำคัญในการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการสินเชื่อแบบดั้งเดิม 

ทั้งนี้เป็นการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลและใช้ข้อมูลจากระบบดิจิทัลทั้งในและนอกภาคการเงิน เช่น ข้อมูล การรับจ่ายเงิน การซื้อขายสินค้าออนไลน์ ประวัติการชำระค่าสาธารณูปโภคมาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งลดข้อจำกัดบริการสินเชื่อแบบเดิม และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนมากขึ้น 

ต้องคำนึงความเสี่ยงการก่อหนี้เพิ่มขึ้น โดยกรณีศึกษาในจีนพบบริการสินเชื่อออนไลน์มีส่วนทำให้ประชาชนมีแนวโน้มจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และผู้กู้บางส่วนเข้าสู่วงจรหนี้ง่ายขึ้น ขณะที่ฟิลิปปินส์พบธนาคารดิจิทัลมีสัดส่วน NPLs สูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม

  • วัดใจ “ปิดจุดบอด” หรือ “เพิ่มจุดเสี่ยง” ภายใต้หนี้ครัวเรือนสูง

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า Virtual Bank มีโจทย์เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงและลดต้นทุนการเงินผ่านเทคโนโลยี Virtual Bank มาช่วยประชาชนเข้าถึงการเงินง่ายขึ้น

แต่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทั่วไปต่างปรับตัวสู่ดิจิทัลและมีบริการ Mobile Banking อยู่แล้วทำให้ความต่างระหว่างธนาคารปกติกับ Virtual Bank เริ่มน้อยลง

นอกจากนี้ แม้ Virtual Bank ไม่มีต้นทุนสาขาแต่ต้องเผชิญต้นทุนการดูแลรักษาระบบดิจิทัลให้มีเสถียรภาพและปลอดภัย ซึ่งอาจเป็นต้นทุนใกล้เคียงธนาคารปกติ

ยิ่งกว่านั้น Virtual Bank อาจเข้ามาในจังหวะตลาดเริ่มอิ่มตัวและเศรษฐกิจเติบโตช้า ขณะที่ธนาคารเดิมระวังการปล่อยกู้สูงอยู่แล้ว ดังนั้นเป็นความท้าทายในการเข้ามาเล่นตลาดนี้

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ Virtual Bank สำเร็จคือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารเดิมเข้าไม่ถึง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการการเงิน โดยต้องมีเทคโนโลยีประเมินความเสี่ยงลูกค้ากลุ่มใหม่ที่แม่นยำกว่าธนาคารทั่วไป มีประสิทธิภาพติดตามหนี้

แต่สิ่งยากสุดคือ การนำเงินคืนหาก Virtual Bank ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยติดตามหนี้ให้มีต้นทุนต่ำได้ จะกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ธุรกิจประสบความท้าทายมาก

  • ดูบทเรียนต่างประเทศเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า Virtual Bank ในไทยไม่ใช่เข้ามาแข่งขันธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่เติมเต็มการเข้าถึงบริการการเงินมากขึ้น และต่อยอดการกระจายเม็ดเงินไปสู่ฐานราก

โดยเฉพาะกลุ่มผู้กู้รายย่อยที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งปกติธนาคารพาณิชย์จะระมัดระวังปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้สูงที่ 

ดังนั้น Virtual Bank จะตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่า โดยคู่แข่งแท้จริงอาจเป็นกลุ่มนาโนไฟแนนซ์ 

ทั้งนี้ ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยี เช่น AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่แตกต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิม และหาก Virtual Bank ประสบความสำเร็จ จะช่วยให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อดีขึ้น และส่งผลให้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยดีขึ้นด้วย

แต่มองปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นปัจจุบัน การเข้าถึงสภาพคล่องต้องทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อให้ประชาชนกู้เท่าที่จำเป็น
อีกทั้ง หากดูบทเรียนจากต่างประเทศมีทั้งสำเร็จและบทเรียนเจ็บปวด

ซึ่งบางกลุ่มขาดทุนเพราะไม่สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ จึงหวังว่าธุรกิจไทยจะเรียนรู้จากเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อนำมาพัฒนาให้ดีขึ้น

  • CLICX เดิมพันกับความเร็ว 

นางสาวสุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ (CLICX) กล่าวว่า แบงก์ CLICX เป็นรายแรกที่ได้ใบอนุญาต Virtual Bank เกิดจากการร่วมทุน “3 รายใหญ่” คือ ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR 

สำหรับจุดแข็งสำคัญ คือ ธนาคารกรุงไทยเชี่ยวชาญการเงิน ส่วน AIS แข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีและข้อมูลดิจิทัล และ OR เข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตผู้บริโภคผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน ร้านกาแฟ และธุรกิจค้าปลีก

โดยการที่ CLICX มีแผนเปิดบริการก่อนคู่แข่งหลายเดือนทำให้ CLICX เป็นชื่อแรกที่ผู้บริโภคจะนึกถึงเมื่อพูดถึง Virtual Bank

“ไทยกำลังก้าวสู่บทใหม่ของระบบการเงินที่ไม่ใช่แค่การทำให้คนไทยมีบัญชีธนาคารหรือเข้าถึงบริการพื้นฐาน แต่ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นได้เท่าเทียม

ทั้งนี้  CLICX มองว่าโอกาสทางการเงินไม่ควรถูกตัดสินจากข้อมูลทางการเงินแบบเดิมอย่างเดียว แต่ควรสะท้อนจากศักยภาพและพฤติกรรมในชีวิตจริงของผู้คนด้วยเช่นกัน แทนที่จะดูเฉพาะสลิปเงินเดือนหรือเครดิตบูโร มาเป็นการใช้ข้อมูลพฤติกรรมจริงมาประเมินความสามารถทางการเงิน นี่คือหัวใจของโมเดลธุรกิจ CLICX

อีกด้านแม้ จะเป็นผู้เล่นรายแรก แต่ก็มีความเสี่ยง เพราะต้องรับบทเป็นผู้ทดลองสนามจริงคนแรก หากระบบมีปัญหา หากการเปิดบัญชีติดขัด หากการปล่อยสินเชื่อมีข้อผิดพลาด จะเป็นความเสี่ยงที่ CLICX ต้องเผชิญก่อน

ดังนั้น ความท้าทายของ CLICX ไม่ใช่การหาลูกค้า แต่คือการพิสูจน์ว่าการใช้ข้อมูลทางเลือกมาวิเคราะห์เครดิตทำได้จริงและมีคุณภาพพอที่จะรักษาคุณภาพสินเชื่อระยะยาว

  • Ascend Bank สู้สุดใจลุ้นเปิด ก.ค.นี้

ถัดมา คือ Ascend Bank ภายใต้กลุ่มซีพี (CP) แม้มีอุปสรรคจากการที่ผู้ถือหุ้น CPALL ล่าสุดไม่อนุมัติการนำ Counter Service, Thai Smart Card และ CPAXT มาอยู่ภายใต้โครงสร้าง Virtual Bank โดยมีเสียงไม่เห็นด้วย 96% แต่ฝ่ายบริหารยืนยันเปิดบริการภายในเดือน ก.ค.นี้

หลัง “นายศุภชัย เจียรวนนท์” รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ เชื่อมั่นจะเดินหน้า Virtual bank ได้ตามแผน

ในทางปฏิบัติแม้ผู้ถือหุ้นไม่อนุมัติรวมธุรกิจทั้ง 3 มาอยู่ภายใต้ Virtual bank

แต่หากดูจากหลักเกณฑ์ ธปท.ยังมีหลายข้อที่เปิดช่องให้ CP ลุยธุรกิจนี้ต่อได้ จากหลายรูปแบบทั้งการกลับไปปรับโครงสร้างธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเฉพาะธุรกิจการเงิน การลดสัดส่วนการถือหุ้นหรือแม้แต่การยื่นขออนุญาตพร้อมชี้แจงเหตุผล นั่นหมายความว่าแม้การประชุมผู้ถือหุ้นจะไม่ผ่าน แต่ไม่ใช่จุดจบของ Ascend Bank

หากมองเชิงธุรกิจจุดแข็งแท้จริงของ Ascend Bank คือ การมี Ecosystem ใหญ่สุดในบรรดาVirtual Bank ทั้งหมด เพราะไม่มีผู้เล่นรายใดมีเครือข่ายเชื่อมโยงชีวิตประจำวันคนไทยมากเท่ากลุ่มซีพี ผ่านเซเว่นอีเลฟเว่น Makro หรือ Lotus’s ที่รวมร้านค้ารายย่อยมหาศาล

หากเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกันสำเร็จ Ascend Bank จะมีเครือข่ายมากสุดในไทยจะเป็นกลยุทธ์เข้าถึงผู้บริโภคได้มากสุด

แต่จุดเสี่ยง Ascend Bank ก็มีเพราะการมี Ecosystem ใหญ่ ลูกค้ายิ่งเล็กระดับรากหญ้าถึงระบบบุคคล บริษัท หากไม่มีระบบคัดกรองความเสี่ยงที่ดี เช่นระบบที่แบงก์ใช้ในปัจจุบันอาจนำมาสู่ความเสียหายได้

เพราะดูจากทั้ง 3 ราย กลุ่ม CP อาจเป็นรายที่อ่อนสุดในธุรกิจการเงิน จากการไม่มีทั้งผู้เล่นจากธนาคารที่เชี่ยวชาญการรับเงินฝากหรือปล่อยกู้ ก็อาจต้องเผชิญความยุ่งยากทางธุรกิจมากกว่ารายอื่น

  • BankX มาช้าแต่ชัวร์

รายสุดท้ายที่คาดจะเปิดบริการปลายปี 2569 คือ BankX ภายใต้ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ WeTechnology Limited หรือ WeBank, KakaoBank Corp ที่เชี่ยวชาญระบบแบงก์ เทคโนโลยี และเป็นผู้มีประสบการณ์ Virtual Bank ในต่างประเทศ โดยปัจจุบัน BankX อาจเป็นผู้เล่นที่จะเปิดบริการรายสุดท้าย

นายอารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer ของ SCBX กล่าวว่า หากเป็นบริการใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาด การมาก่อนย่อมได้เปรียบ 
แต่สำหรับธุรกิจการเงินที่มีธนาคารเดิมอยู่แล้วนับสิบแห่ง การเป็นธนาคารลำดับที่ 11 หรือ 12 ไม่มีความต่างกัน หากผู้มาใหม่ไม่สามารถสร้างความแตกต่างที่แท้จริงได้

จุดมุ่งหมายของ SCBX คือการทำให้มั่นใจกับระบบ เพื่อสร้างประสบการณ์ดีสุดและสร้างความต่างให้มากสุดให้ลูกค้า

เหล่านี้สะท้อนแนวคิด SCBX ชัดเจน เพราะกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจไม่ใช่แค่รีบเปิดบริการ แต่สิ่งสำคัญสุดเป็นการใช้เวลาสร้างระบบให้พร้อมสุด แม้แผนงาน SCBX ช้ากว่ากำหนดเนื่องจากกระบวนการสร้างระบบ การทดสอบ และการออกแบบซับซ้อนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้อาจเป็นจุดแข็งสำคัญสุดของ BankX เพราะธุรกิจธนาคารต่างจากธุรกิจเทคโนโลยีทั่วไป ลูกค้าอาจให้อภัยแอปชอปปิงล่มได้ แต่ไม่ให้อภัยธนาคารที่ระบบมีปัญหา BankX จึงเลือกลงทุนกับความเสถียรของระบบเป็นอันดับแรก

อีกหนึ่งจุดแข็งที่คู่แข่งไม่มี คือการมี KakaoBank จากเกาหลีใต้เป็นพันธมิตร KakaoBank ,Webank เป็นหนึ่งใน Virtual Bank ที่สำเร็จสุดในเอเชีย การมีผู้เล่นที่ผ่านสนามจริงมาแล้วเข้าร่วมพัฒนาทำให้ BankX มีโอกาสหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่ Virtual Bank รุ่นแรกในหลายประเทศเคยเผชิญได้

นอกจากนี้ SCBX เชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยงและสินเชื่อจากการทำธุรกิจธนาคารมานานกว่าร้อยปี ทำให้การมองความเสี่ยง SCBX ไม่เป็นรองใครในสมรภูมิรบครั้งนี้
จุดอ่อนของ BankX คือเข้าตลาดช้ากว่าคู่แข่งเมื่อถึงวันเปิดให้บริการ ลูกค้ากลุ่มแรกอาจถูก CLICX หรือ Ascend Bank ดึงเข้า Ecosystem ไปแล้วบางส่วน

ดังนั้น BankX อาจต้องพิสูจน์ว่าความล่าช้าแลกมาด้วยคุณภาพ ประสบการณ์ และความแตกต่างที่เหนือกว่าคู่แข่ง