วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จับตา ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’

จับตา ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด’

พิพัฒน์ ห่วงดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเป็นจุดแข็งสำคัญเริ่มอ่อนแรงลง ท่ามกลางแรงกดดันจากความสามารถการแข่งขันที่ลดลง การขาดดุลดิจิทัล ต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ชี้ หากไทยเข้าสู่ภาวะ “ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง” ควบคู่กับการขาดดุลการคลัง อาจทำให้นักลงทุนต่อเสถียรภาพประเทศ

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊กถึงอาการน่าห่วงของ ' ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ติดลบต่อเนื่อง ที่อาจเป็นตัวสะท้อนว่า ประเทศไทยอาจไม่ได้แข็งแรงเช่นเดิมในมุมนักลงทุน หรือต่างชาติ

  • สัญญาณน่าจับตา หรือประเทศไทยอาจจะกำลังกลายจะเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด?

ถ้าสังเกตกันดี ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ แค่ไหน แต่ "เงินบาท" ของเรามักจะแข็งค่า อึด ถึก ทน กว่าเพื่อนบ้านเสมอ?

ส่วนหนึ่งก็เพราะเราได้รับการซัพพอร์ตอย่างดีจาก "Current Account Surplus" หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ทำหน้าที่เหมือนเกราะทองคำคอยปกป้องประเทศอยู่ครับ พูดง่าย ๆ คือ มีเงินไหลเข้าบ้านเราจากการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่าไหลออก 
 

เวลาโลกมีปัญหาเงินไหลกลับ คนอื่นเขาแย่ แต่เงินบาทเรายังหล่อ ๆ แข็งปั๋งเพราะมีลมใต้ปีกคอยหนุนอยู่ตลอด

(ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเรามีเงินออมในประเทศเยอะกว่าการลงทุนอยู่เกือบตลอด ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศ)

แต่หลังโควิดมา เราก็ไม่ได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดแบบเดิมแล้ว

และใครได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด บอกเลยว่าต้องมีเสียวสันหลังกันบ้าง เพราะเกราะทองคำที่เคยค้ำจุนเงินบาทมาหลายปี กำลังบางลงเรื่อย ๆ และไทยเราอาจจะกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด" ก็ได้

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ ลองมาดู 4 สัญญาณเตือนภัย (3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว + 1 ปัจจัยลบระยะสั้น) ที่กำลังจะเปลี่ยนภาพจำของประเทศเราหลังจากนี้กัน

 

  • 1. ของที่เราเคยขายได้ วันนี้เริ่มสู้เขาไม่ได้แล้ว 

อดีตเราเคยภูมิใจกับฉายา "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" เป็นอู่ข้าวอู่น้ำส่งออกรถยนต์ ปิโตรเคมี และสินค้าอุตสาหกรรม 

แต่ตอนนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณอันตราย ตัวเลขดุลการค้าเดือนล่าสุดของไทย แม้ตัวเลขส่งออกจะโต double digit แต่เราขาดดุลทะลุกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ! สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ “ต่อให้หักค่าน้ำมันและพลังงานออกไป” ดุลการค้าส่วนที่เหลือก็ขาดดุล สะท้อนว่าสินค้าที่ไทยผลิตเริ่มแข่งด้านเทคโนโลยีและราคาของคู่แข่ง (โดยเฉพาะจีน) ไม่ได้แล้ว

  • 2. มหันตภัยเงียบ ดุลบริการที่เปลี่ยนไป

หลายคนคิดว่า "ไม่เป็นไรหรอก ดุลการค้าติดลบช่างมัน เดี๋ยวเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติถมเข้ามา ดุลบริการก็กลับมาบวกเอง"

แต่ความจริงฟ้องว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบเท่าก่อนโควิดแล้ว แต่ดุลบริการของเราก็แทบไม่เกินดุลเหมือนยุคก่อนโควิดแล้ว! เหตุผลเพราะ

• มูลค่าการค้าทั้งส่งออกและนำเข้าของเราเพิ่มขึ้นเยอะ และเราเสียค่าขนส่งให้ต่างชาติเพิ่มมากขึ้นตาม

• "Digital Deficit" หรือการขาดดุลดิจิทัล ลองนึกภาพดูครับ ทุกวันนี้เราจ่ายค่า Netflix, Spotify, iCloud, AI, ยิงแอดโฆษณา Facebook/Google หรือกดสั่งของแพลตฟอร์มต่างชาติกันเดือนละเท่าไหร่? เงินพวกนี้คือเงินไทยที่ “ไหลออก” แบบเงียบ ๆ ทุกวินาที และมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต และทำให้เราขาดดุลบริการมากขึ้น

  • 3. การลงทุนมาแรง แต่นำเข้าก็เพิ่มขึ้นเยอะ

ช่วงนี้เราเห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่มขึ้นเยอะ และเห็นข่าวบิ๊กเทคระดับโลกแห่มาลงทุนตั้ง Data Center หรือ Cloud Service ในไทยระดับแสนล้าน ฟังดูมีความหวังใช่ไหมครับ

แต่ในมุมบัญชีเดินสะพัด อุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์ (Import Content) สูงถึง 80-90%! ในช่วงแรกของการก่อสร้าง ไทยจึงต้องสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ ชิปคอมพิวเตอร์ และระบบระบายความร้อนราคาแพงมหาศาลเข้ามา ยิ่งมีการลงทุนเยอะ ดุลการค้าเราก็ยิ่งติดลบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แต่อาจจะปลอบใจได้ว่าการลงทุนเหล่านี้ financed โดยเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เลยไม่น่าจะน่ากลัวขนาดนั้น ถ้า FDI หยุด การขาดดุลตรงนี้ก็อาจจะหายไป

  • 4. หมัดฮุคระยะสั้น พลังงานโลกยังแพง 

ซ้ำร้ายด้วยปัจจัยระยะสั้นอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเยอะมาก (และก๊าซในอ่าวไทยก็ลดลงเรื่อย ๆ) พอราคาโลกขยับ มูลค่าการนำเข้าเราก็โป่งพอง กลายเป็นตัวซ้ำเติมดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดให้ดิ่งลงไปอีก

  • มองข้ามช็อต ยอมรับความจริงใหม่ หรือเรากำลังเข้าสู่ยุค “Dual Deficit”?

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า “อ้าว ก็ไหนบอกว่าดุลบัญชีเดินสะพัดที่พัง ส่วนหนึ่งมาจากเครื่องจักร Data Center ที่บิ๊กเทคเขาเอาเงินเข้ามาลงทุน (FDI) ไง? เขาก็ไฟแนนซ์กันเองในตัวอยู่แล้ว ไม่เห็นน่ากลัวเลย”

มองแบบนั้นก็ถูกส่วนหนึ่งในเชิงบัญชีครับ แต่นั่นไม่ได้ช่วยลดความกังวลในสายตาของนักลงทุนต่างชาติเลย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขพาดหัวข่าว (Headline Number) ประกาศออกมาว่า ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) ไปพร้อม ๆ กับที่เรา ขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficit) จากการทำงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน

เมื่อ 2 ตัวนี้มารวมกัน ไทยจะถูกทรานส์ฟอร์มในสายตานักลงทุนทันทีว่าเป็นประเทศที่เกิด "Dual Deficit" หรือภาวะขาดดุลแฝด

  • ทำไมต้องกลัว Dual Deficit?

ในโลกของการลงทุน ประเทศที่มี Dual Deficit คือประเทศที่ "ข้างในก็ถังแตก (รัฐบาลเงินไม่พอ) ข้างนอกก็หาเงินเข้าบ้านไม่ได้ (ต้องพึ่งพาเงินคนอื่น)" ซึ่งนี่คือสัญญาณอันตรายของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets)

จากเดิมที่ Global Investors เคยภูมิใจและมองไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ที่เงินบาทแข็งแกร่งเพราะมีเกราะเกินดุลค้ำอยู่ หลังจากนี้มุมมองอาจจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

1. เงินทุนเคลื่อนย้ายง่ายขึ้น (Capital Outflow) เม็ดเงินต่างชาติในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทยอาจจะไหลออกง่ายขึ้น เพราะความเสี่ยงประเทศสูงขึ้น

2. เงินบาทอ่อนค่าเชิงโครงสร้าง จากที่เคยแข็งค่ามาหลายปี เงินบาทอาจจะกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าง่ายและผันผวนสูงขึ้นกว่าเดิม

  • บทสรุป

ถ้าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขติดลบชั่วคราว มันอาจจะเป็น "จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ" (Structural Shift) ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

การทำนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังอาจจะต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

จริงอยู่ว่าค่าเงินที่อาจจะอ่อนค่าอาจจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

แต่ถ้าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยยังหน้าตาเหมือนเดิม ไม่เร่งปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน และปรับสู่เทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง เสถียรภาพของเศรษฐกิจอาจจะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ได้