วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิกฤติหนี้ยุคดิจิทัล เมื่อระบบการเงินทำให้มนุษย์ ‘เผลอก่อหนี้’ มากกว่าที่คิด

วิกฤติหนี้ยุคดิจิทัล  เมื่อระบบการเงินทำให้มนุษย์ ‘เผลอก่อหนี้’ มากกว่าที่คิด

KKP ชี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอาจไม่ใช่เรื่องของ “วินัยทางการเงิน” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากพฤติกรรมมนุษย์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดีย การตลาด และการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายเกินไป พร้อมเสนอแนวคิด “Purpose-based Pricing” ใช้ดอกเบี้ยเป็นกลไกสะท้อนความจำเป็นของการใช้เงิน หวังสร้างระบบการเงินที่ไม่เพียงปล่อยกู้ แต่ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้นในระยะยาว

ท่ามกลางความสว่างไสวของหน้าจอสมาร์ตโฟนที่เลื่อนผ่านภาพชีวิตอันสมบูรณ์แบบ เส้นแบ่งระหว่าง "สิ่งที่อยากได้" และ "สิ่งที่สามารถจ่ายได้" ในสังคมยุคปัจจุบันดูเหมือนจะพร่าเลือนลงทุกที เมื่อการเข้าถึงเงินกู้สามารถทำได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ต่างอะไรกับการสั่งอาหารเดลิเวอรี

​แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยจะปรับลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤติโรคระบาด มาอยู่ที่ 87.7% ในไตรมาส 2 ของปี 2568 แต่ตัวเลขนี้ก็ยังคงสูงกว่าระดับเฝ้าระวังตามเกณฑ์สากลอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพูดถึงปรากฏการณ์นี้

สังคมมักมีคำตัดสินที่สำเร็จรูปมอบให้แก่ผู้เป็นหนี้เสมอ นั่นคือคำว่า “ขาดวินัย” หรือ “ใช้ชีวิตเกินตัว”

ทว่า หากถอยออกมาพิจารณาปัญหานี้ผ่านเลนส์ของสังคมวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) อาจพบความจริงที่น่ากระอักกระอ่วนใจว่า แท้จริงแล้ว วิกฤติหนี้สินอาจไม่ใช่ความล้มเหลวของปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของ “โครงสร้างสังคม” ที่สยบความยับยั้งชั่งใจของมนุษย์

  • เมื่อสมองถูกหลอก และสังคมเรียกร้องให้ ‘โชว์’

​ในยุคที่โซเชียลมีเดียทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานของความสำเร็จ สินเชื่อได้วิวัฒนาการจากแหล่งเงินทุนฉุกเฉิน ไปสู่เครื่องมือในการ “ซื้อตัวตน” เพื่ออุดช่องว่างระหว่างชีวิตที่เป็นอยู่ กับภาพลักษณ์ที่อยากให้โลกเห็นผ่านการบริโภคเพื่อแสดงสถานะ (Conspicuous Consumption)

​ประกอบกับกลไกการทำงานของสมองมนุษย์ที่เรียกว่า Mental Accounting ซึ่งมักจะจัดหมวดหมู่เงินตามที่มา เมื่อเงินกู้ได้มาอย่างง่ายดาย สมองจึงมักตีตราเม็ดเงินเหล่านั้นว่าเป็น “เงินพิเศษ” ที่ได้มาโดยไม่ต้องออกแรงตรากตรำ 

ยิ่งเมื่อแพลตฟอร์มเลือกแสดงผลเพียงตัวเลขการผ่อนชำระต่อเดือนที่ดูเล็กน้อย (Small Installments) ต้นทุนดอกเบี้ยระยะยาวที่แท้จริงก็ยิ่งถูกพรางตาไปโดยสมบูรณ์ ผู้บริโภคจึงก้าวเข้าสู่วงจรหนี้โดยไม่ทันตระหนักถึงกระแสน้ำวนที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง

 

 

  • รอยรั่วของการประเมินความเสี่ยงแบบเดิม

​เมื่อโครงสร้างทางจิตวิทยา และการตลาดทรงพลังกว่าการรณรงค์ให้คนมีวินัย คำถามจึงกลับมาอยู่ที่สถาปัตยกรรมทางการเงินว่ามีส่วนช่วยบรรเทาหรือซ้ำเติมปัญหานี้

ที่ผ่านมา ระบบการคิดอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินทั่วโลกมักอิงตามรายได้ และคะแนนเครดิตเป็นหลัก (Risk-based Pricing) ซึ่งมีช่องโหว่สำคัญคือ "การละเลยวัตถุประสงค์" ระบบประเมินเม็ดเงินทุกก้อนเท่ากันหมด ไม่ว่าจะถูกนำไปใช้จ่ายค่าเทอม รักษาพยาบาล หรือซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เมื่อระบบไม่มีกลไกสร้างแรงจูงใจที่แตกต่าง ผู้กู้จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องฉุกคิดถึงความจำเป็นก่อนกดใช้เงิน

  • Purpose-based Pricing: โมเดลใหม่ที่เริ่มก่อตัว

​ข้อจำกัดดังกล่าวเริ่มทำให้เกิดการตั้งคำถามในวงการการเงิน สู่การนำเสนอแนวคิดทางเลือกอย่าง Purpose-based Pricing หรือการคิดอัตราดอกเบี้ยตามจุดประสงค์ของการใช้จ่าย

หลักการของกลไกนี้คือ การใช้โครงสร้างราคาเป็น "เครื่องเตือนสติ" (Speed Bump) หากเป็นการกู้ยืมเพื่อสร้างรากฐาน และคุณภาพชีวิต เช่น การศึกษาหรือการแพทย์ อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า เพื่อแบ่งเบาภาระ และสนับสนุนให้เกิดผลดีระยะยาว ในทางกลับกัน หากเป็นการกู้ยืมเพื่อสินค้าฟุ่มเฟือย อัตราดอกเบี้ยจะสะท้อนต้นทุนความเสี่ยงตามจริง เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการชะลอ และแยกแยะความจำเป็นได้ในเสี้ยววินาทีของการตัดสินใจ

​ในประเทศไทย เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของการนำโมเดลนี้มาปรับใช้จริงบ้างแล้ว

ตัวอย่างเช่น ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่ได้นำร่องใช้กลไก Purpose-based Pricing เข้ามาเป็นตัวแปรในการกำหนดโครงสร้างดอกเบี้ยสินเชื่อ เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างการกู้เพื่อความจำเป็น และการกู้เพื่อการบริโภคทั่วไป ซึ่งถือเป็นความพยายามเบื้องต้นในการใช้กลไกของธนาคารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค (Behavioral Nudge)

  • ระบบนิเวศการเงินที่ต้องไปไกลกว่าคำว่า 'วินัย'

​อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับชาติไม่อาจสำเร็จได้ด้วยแคมเปญขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยการรื้อสร้างระบบนิเวศทางการเงินทั้งระบบ

สถาบันการเงินอาจถึงเวลาที่ต้องทบทวนตัวชี้วัดความสำเร็จ จากเดิมที่ผูกติดกับการเติบโตของยอดสินเชื่อ (Loan Growth) ไปสู่การวัดผลด้วย "สุขภาพทางการเงิน" (Financial Wellness) ระยะยาวของลูกค้า ควบคู่ไปกับภาครัฐที่ควรสร้างแรงจูงใจให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม

เพราะวิกฤติหนี้ครัวเรือนไม่ใช่เรื่องของคนไร้วินัยที่รอการสั่งสอน แต่คือ บททดสอบของระบบเศรษฐกิจ ว่าจะปล่อยให้ผู้คนว่ายน้ำวนอยู่ในกระแสการบริโภค หรือจะช่วยกันสร้างโครงสร้างทางการเงินที่ปกป้องความอ่อนแอของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์