วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘โรงพยาบาลแก้หนี้‘ รักษาสุขภาพใจให้กลับมา หยุดสร้างภาระข้ามรุ่น

‘โรงพยาบาลแก้หนี้‘ รักษาสุขภาพใจให้กลับมา หยุดสร้างภาระข้ามรุ่น

เปิดโมเดลโรงพยาบาลแก้หนี้ มุ่งฟื้น “คนตายทางการเงิน” สู่ “คนไข้ที่รักษาได้” แนวคิดใหม่ของ BAM ที่มองการแก้หนี้ไม่ใช่แค่การทวงเงินคืน แต่คือการฟื้นสุขภาพใจ ลดภาระชีวิต และหยุดวงจรหนี้ข้ามรุ่นของคนไทย

ในวันที่คำว่า“สุขภาพ”ไม่ได้หมายถึงเพียงร่างกายที่แข็งแรง แต่ยังรวมถึงสภาพจิตใจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงทางการเงิน หากแต่มีอีกหลายองค์ประกอบที่ยังเกี่ยวโยงกับสุขภาพและความสุขในชีวิตของแต่ละคน หนึ่งปัญหาใหญ่ของคนไทยที่บั่นทอนความสุข จิตใจและชีวิตการเป็นอยู่มากขึ้นเรื่อยๆคือ “โรคหนี้”ที่กลายเป็นต้นตอของความทุกข์ การ “รักษา”

จึงอาจไม่ได้หมายถึงแค่การรักษาโรคในโรงพยาบาล แต่หมายถึงการรักษาชีวิตของคนที่กำลังล้มลงจากปัญหาทางการเงินด้วยเช่นกัน

เหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดของ “ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร"ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ในการตั้ง “โรงพยาบาลแก้หนี้" ขึ้นมา เพราะมองว่าการแก้หนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขในบัญชีแต่คือการเยียวยาคุณภาพชีวิต และเมื่อหนี้เริ่มคลี่คลาย สุขภาพใจก็อาจเริ่มกลับมาเช่นกัน

เมื่อ“ดอกเบี้ย”คือความทุกข์สะสมของชีวิต

ดร.รักษ์ เล่าให้ฟังถึง การจุดกำเนิดโรงพยาบาลแก้หนี้ว่ามาจากความเข้าใจใน“ความเจ็บปวด”ของลูกหนี้รายเล็ก หลังจากหนี้ถูกขายเข้ามาอยู่ในระบบบริหารสินทรัพย์หรือ AMC

ปัญหาสำคัญคือ เมื่อลูกหนี้เข้าสู่สถานะหนี้เสียหรือ NPL สิ่งที่ติดตัวมาด้วยไม่ใช่แค่เงินต้น แต่คือดอกเบี้ยที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นภาระมหาศาล ลูกหนี้จำนวนมากเป็นหนี้เสียเพียง 1 ล้านบาท แต่เมื่อเวลาผ่านไป หนี้กลับเพิ่มเป็น 3-4 ล้านบาทเมื่อรวมกับดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่างๆทั้งที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม

ดังนั้นในมุมของ ดร.รักษ์ มองว่าดอกเบี้ยจึงไม่ใช่แค่ตัวเลขทางบัญชี แต่คือ“ความทุกข์ในอดีต”ที่ทับถมอยู่ในชีวิตของลูกหนี้ ดังนั้นวิธีการรักษาอันดับแรกคือตัดดอกเบี้ยออกทั้งหมด เพื่อให้ลูกหนี้กลับมาเห็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของหนี้อีกครั้ง และมองเห็นว่า ชีวิตยังมีทางออก

หากลูกหนี้ยังไปต่อไม่ไหว BAM ก็พร้อมลดเงินต้นลงเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถกลับมาผ่อนต่อได้จริง เพราะปัญหาของคนที่เป็นหนี้เสียไม่ได้เกิดจากคนไม่อยากจ่าย แต่เกิดจากภาระที่“เกินกำลังจะจ่าย”

จากเจ้าหนี้ สู่ “ผู้รักษา”

สิ่งที่น่าสนใจของโมเดลโรงพยาบาลแก้หนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทขององค์กร จากเดิมที่ AMC ถูกมองว่าเป็นปลายทางของลูกหนี้ กลายเป็นองค์กรที่พยายามทำความเข้าใจชีวิตของคนเป็นหนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนที่ถูกเลย์ออฟ ถูกลดเงินเดือน หรือเจ้าของธุรกิจเล็กๆที่รายได้หายไปจนไม่สามารถผ่อนค่างวดเดิมได้อีก จากเดิมที่ต้องผ่อนเดือนละ 30,000-50,000 บาท เพราะรวมทั้งต้นและดอก BAM พยายามปรับให้เหลือ“ค่างวดบางๆ”ที่เหมาะกับรายได้จริง

บนแนวคิดที่ว่า“ผ่อนไหวแค่ไหน”เพราะเชื่อว่า หากลูกหนี้สามารถพูดความจริงเรื่องรายได้ได้ การรักษาหนี้ก็จะเกิดขึ้นได้จริง แต่หากย้อนดูที่ผ่านมาคนไทยจำนวนมากไม่กล้าบอกความจริงกับเจ้าหนี้ เพราะกลัวถูกเรียกเก็บเพิ่ม หรือกลัวสูญเสียโอกาส แต่เมื่อ BAM ใช้แนวคิดว่า“เอาเท่าที่ไหว”ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ก็เปลี่ยนไป จากความหวาดกลัว กลายเป็นการร่วมกันหาทางออก

การไม่มีหนี้ อาจหมายถึง“สุขภาพใจที่กลับมา”

สำหรับคนจำนวนมาก การเป็นหนี้ไม่ได้กระทบแค่บัญชีธนาคาร แต่กระทบไปถึงสภาพจิตใจ ความเครียดจากหนี้สามารถเปลี่ยนคนคนหนึ่งให้หมดไฟ หมดความมั่นใจ และไม่กล้ากลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ดังนั้นดร.รักษ์มองว่า เมื่อหนี้เริ่มลดลงคนจะเริ่มกลับมามี “สุขภาพใจ” ที่ดีขึ้น เมื่อจิตใจดี ความหวังก็กลับมา เมื่อความหวังกลับมา คนก็พร้อมกลับไปทำงาน กลับไปดูแลครอบครัว และกลับมายืนด้วยตัวเองอีกครั้ง

จึงเป็นเหตุผลที่ BAM ไม่ได้มองการแก้หนี้เป็นแค่การติดตามเงินคืนแต่คือการ “รักษาคน” เพราะสุดท้ายแล้ว การไม่มีหนี้ หรืออย่างน้อยการมีหนี้ในระดับที่จัดการได้ อาจหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สุขภาพจิตที่มั่นคงขึ้น และชีวิตที่กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

ดร.รักษ์ เล่าต่อว่า ปัญหาสำคัญของระบบเดิม คือการปล่อยให้หนี้เดินทางจาก NPL ไปสู่ NPA หรือสินทรัพย์รอการขาย เมื่อหนี้กลายเป็น NPA สิ่งที่ตามมาคือการฟ้องร้อง การบังคับคดี และการยึดทรัพย์

กระบวนการเหล่านี้ไม่เพียงทำลายสถานะทางการเงินของลูกหนี้ แต่ยังทำลายความรู้สึกมั่นคงในชีวิต เพราะไม่มีใครอยากถูกยึดบ้านที่เติบโตมากับครอบครัว ไม่มีใครอยากเห็นทรัพย์สินที่สร้างมาทั้งชีวิตหลุดมือไป

BAM จึงพยายาม “รักษาหนี้” ตั้งแต่ยังอยู่ในช่วงแรก ก่อนจะกลายเป็นแผลเรื้อรังที่ยากจะเยียวยา เพราะหากลูกหนี้ยังผ่อนต่อได้ องค์กรก็มีรายได้ทันที ขณะที่ลูกหนี้เองก็ไม่ต้องเผชิญกระบวนการฟ้องร้องที่ยืดเยื้อหลายปี

เป้าหมายของโครงการนี้ ในระยะเริ่มต้น BAM ต้ังเป้าแก้หนี้กับลูกหนี้ในพอร์ตราว2,000 ราย โดยเลือกเริ่มจากหนี้ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในช่วงปี 2566 เพราะเชื่อว่าหนี้เสียควรได้รับการแก้ภายใน 3 ปี หากปล่อยไว้นาน โอกาสรักษาหายจะยากขึ้น เป้าหมายแรกคือทำให้เกิดสมฤทธิ์ประมาณ 25-30% หรือช่วยลูกหนี้ได้ประมาณ 500-600 รายภายในสิ้นปี

แม้เป้าหมาย จะดูเหมือนตัวเลขไม่มากแต่ในมุมของดร.รักษ์ เขาเชื่อว่ามันคือ“จุดเปลี่ยน”ของวิธีคิดทั้งองค์กร จากเดิมที่เชื่อในแนวทาง“ซื้อหนี้มาแช่ตู้เย็น”มาเป็นการแก้หนี้ทันทีตั้งแต่หนี้ยังใหม่

สิ่งที่จะได้กลับมาอีกด้านคือ แก้ปัญหา “หนี้สืบสันดาน” ที่ผ่านมา หนี้จำนวนมากไม่ได้จบลงที่เจ้าของหนี้รุ่นแรก แต่ถูกส่งต่อไปยังลูกหลาน

หลายครอบครัวต้องให้ลูกผ่อนหนี้แทนพ่อแม่ และเมื่อหนี้กลายเป็นภาระข้ามรุ่น มันก็ไม่ได้กระทบแค่เรื่องเงิน แต่กระทบอนาคตของทั้งครอบครัว ดังนั้นหากสามารถแก้หนี้ให้จบได้ตั้งแต่วันนี้ ก็จะช่วยหยุดวงจรความเครียด ความกดดัน และภาระที่ถูกส่งต่อข้ามรุ่นได้ด้วย

เปลี่ยน“คนตายทางการเงิน”เป็น“คนไข้ที่รักษาได้”

อีกเป้าหมายสำคัญของ BAM คือการผลักดันให้เกิด “รหัสลูกหนี้ใหม่” ที่ผ่านมา ลูกหนี้ NPL ถูกมองเหมือน “คนตายทางการเงิน” แม้จะเริ่มปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ก็ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบได้

BAM จึงพยายามผลักดัน “รหัส 054”สำหรับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ แนวคิดคือ เปลี่ยนจาก “คนตาย” ให้กลายเป็น “คนไข้ที่กำลังรักษา” เพราะตราบใดที่ยังรักษาได้ ก็ยังมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง

สุดท้ายแล้ว การเกิดขึ้นของโรงพยาบาลแก้หนี้ อาจสะท้อนให้เห็นว่า“สุขภาพ” ของคนไทยในวันนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ร่างกายที่แข็งแรง แต่ยังหมายถึงการมีชีวิตที่ไม่ถูกกดทับด้วยภาระหนี้จนเกินไป

การมีบ้าน มีความมั่นคง มีโอกาสเข้าถึงเงินในระบบ และมีความหวังว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง เพราะสำหรับคนจำนวนมาก การไม่มีหนี้ หรืออย่างน้อยการมีหนี้ในระดับที่บริหารจัดการได้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “สุขภาพใจ” ที่ดีขึ้น