แต่หากดูภาพของ “สินเชื่อเอสเอ็มอี” พบว่าหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาที่ 9.16% จาก 9.03% โดยส่วนหนึ่งมาจากฐานของสินเชื่อที่ลดลง และบางส่วนพบว่าเปราะบางเพิ่มขึ้น ทั้งเปราะบางอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี
เช่นเดียวกับภาพรวมสินเชื่อที่ภาพรวมกลับมาขยายตัวได้ที่บวก 0.2% จาก “ติดลบ” เกือบ 2 ปี แต่หากดูสินเชื่อเอสเอ็มอียังติดลบต่อเนื่องเป็น 15 ไตรมาสติด มาอยู่ที่ -4.0% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ -3.9% ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อให้ทั้ง 2 กลุ่มมากขึ้น
ขณะที่หลายหน่วยงานออกมาเตือนถึงสถานการณ์ของเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบเพิ่มมากขึ้น โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมไตรมาส 1 ปี 2569 เห็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจน่ากังวล
เมื่อจำนวนโรงงานที่เลิกกิจการพุ่งสูงขึ้นมากกว่าจำนวนโรงงานเปิดใหม่แรกรอบ 2 ปีครึ่ง (10 ไตรมาส)
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขยายตัวได้
แต่เอสเอ็มอีเข้าภาวะถดถอยและปิดกิจการมากขึ้น โดยเฉพาะสาขาที่เปราะบางเมื่อเผชิญปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
สศช.ระบุข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2569 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบโรงงานเลิกกิจการ 156 แห่ง เพิ่มขึ้น 11.4% ขณะที่การเปิดกิจการใหม่เพียง 139 แห่ง ปรับตัวลดลงรุนแรงถึง 63.9% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกรอบ 10 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปลายปี 2566 ที่ยอดปิดตัวสูงกว่าการเกิดใหม่ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญถึงความเชื่อมั่นการลงทุนใหม่ที่ลดลงท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน
อย่างไรก็ตาม การจ้างงานใหม่ 99.3% กระจุกเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลาง สะท้อนโอกาสเศรษฐกิจไม่กระจายถึงฐานรากทั่วถึงส่งผลโดยตรงต่อกิจการขนาดเล็กไม่ได้ประโยชน์จากการเปิดกิจการหรือขยายกิจการเพิ่มเหมือนธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่
ทั้งนี้กลุ่มที่น่าเป็นห่วงสุดเป็นโรงงานขนาดเล็กที่จ้างงานไม่เกิน 50 คน ซึ่งการลงทุนและจำนวนแรงงานของโรงงานปิดกิจการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวของปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะและผลิตภัณฑ์จากพืชปิดตัวเพิ่มขึ้นจากขีดความสามารถการแข่งขันลดลง ความต้องการสินค้าลดลง สินค้านำเข้าราคาถูกมาทุ่มตลาด รวมถึงวัตถุดิบและพลังงานสูงต่อเนื่องทำให้แบกรับภาระไม่ไหว
- “เอสเอ็มอี” เรือเล็กเผชิญมรสุม
นายพีรพงศ์ นิธิไกรวุฒิ ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจทีทีบี กล่าวในงาน “เปิดผลสำรวจ SME Insight 2026” ของธนาคารโดยมองว่า ปี 2569 เป็นปีท้าทายสำหรับ “ธุรกิจเอสเอ็มอี” ปัจจุบันสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยอยู่ภาวะที่ “น่ากังวล”
โดยเปรียบเทียบเอสเอ็มอีปัจจุบันเปรียบเสมือน “เรือเล็ก” ที่กำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่ในมหาสมุทร ส่งผลทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าเอสเอ็มอีจะคิดเป็นประมาณ 70% ของการจ้างงานทั้งหมด หรือมีแรงงานในระบบกว่า 13.6 ล้านคน ที่อยู่ในระบบของเอสเอ็มอี หากเทียบกับประชากรทั้งหมดของประเทศ แต่หากดูจากการสร้างรายได้ต่อ “จีดีพี” พบว่า มีผลเพียง 1 ใน 3 ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนราว 45%
- “เอสเอ็มอี” เจอแรงกดดันรอบด้าน
สำหรับปัจจัยกดดันเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบันเกิดขึ้นทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ ดังนี้
ประการแรก เอสเอ็มอีไทยอยู่ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าเพียง 2-3% ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 90% ของจีดีพี
ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน สินค้าและผู้ประกอบการจากจีนก็หลั่งไหลเข้ามาในไทยและอาเซียนมากขึ้น หลังเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ลดลงถึง 40-50%
ผู้ประกอบการจำนวนมากยังสะท้อนตรงกันว่าต้นทุนคือ ปัญหาที่หนักที่สุดในเวลานี้ ทั้งค่าขนส่ง พลังงาน ค่าไฟฟ้า รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและหายากมากขึ้น
ขณะที่การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ก็มีภาระจากค่าธรรมเนียม (GP) ในระดับสูง ทำให้บางธุรกิจเหลือกำไรน้อยมาก หรือบางรายถึงขั้นขาดทุน
- พบ 33% เอสเอ็มอีไม่มีแผนธุรกิจ
ทั้งนี้ หากดูจากการสำรวจเชิงลึกในกลุ่มลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 120 ราย ธนาคารยังพบ “5 ปัญหาสำคัญ” ที่เป็นปัจจัยทำให้เอสเอ็มอีไทยไม่สามารถเติบโตต่อได้ ปัญหาแรกคือ เอสเอ็มอีคิดเพียงเพื่ออยู่ให้รอด แต่ไม่คิดเพื่อชนะในเกม ใช้ดิจิทัล แต่ไม่สามารถพลิกเกมธุรกิจ รู้กำไรขาดทุนแต่ไม่บริหารความเสี่ยง โตเพียงขนาด แต่ไม่โตที่ประสิทธิภาพ และสุดท้ายอยากไปต่อแต่ไม่มีแผนที่นำทาง
ปัญหาแรกคือเรื่อง Mindset และการขาดแผนธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงมุ่งเน้นเพียงการเอาตัวรอดมากกว่าการมองหาแนวทางเพื่อแข่งขันและเอาชนะในตลาด
ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการประมาณ 33% แทบไม่มีแผนธุรกิจเลย หรือมีเพียงแผนระยะสั้นแค่ 1-2 ปี ขณะที่อีก 27% คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจยังอยู่ต่อและสามารถดูแลพนักงานได้ ซึ่งกลุ่มที่ไม่มีการวางแผนชัดเจนเหล่านี้ มักเผชิญปัญหายอดขายลดลงมากกว่า 30%
สำหรับจุดล็อกที่สอง คือการใช้ดิจิทัลและ AI เพียงในระดับผิวเผิน แม้ผลสำรวจจะพบว่าเอสเอ็มอีกว่า 87% เริ่มใช้ดิจิทัล และ 59% เริ่มใช้ AI แล้ว แต่กว่า 60% ของกลุ่มดังกล่าวกลับมียอดขายไม่เติบโตหรือปรับลดลง เนื่องจากการใช้งานยังอยู่เพียงระดับพื้นฐาน ไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับโครงสร้างธุรกิจหรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง
ส่วนระบบดิจิทัลที่เอสเอ็มอีใช้มากที่สุดในปัจจุบันยังคงเป็นเพียง Digital Banking สำหรับการโอนและรับเงิน ขณะที่การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจยังเกิดขึ้นไม่มากนัก
“จากการศึกษาใน 4 อุตสาหกรรมหลักที่ยังมีโอกาสเติบโต หัวใจสำคัญคือเอสเอ็มอีต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการรอความช่วยเหลือ มาเป็นการมองหา Market Niche หรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่ตนเองเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสอยู่รอดในระยะยาว”
- เอสเอ็มอีชะลอ “จ่ายหนี้-สินเชื่อชะลอ”
ทั้งนี้ หากดูพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้างในปัจจุบันอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท และยอมรับว่าภาพรวมสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งอุตสาหกรรมอยู่ในทิศทางชะลอตัว
โดยสอดคล้องกับข้อมูล ธปท.เปิดเผยว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 15 ไตรมาสติดต่อกันในปัจจุบัน โดยภาพรวมพบยอดสินเชื่อลดต่อเนื่องหลายไตรมาส ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากธนาคารระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ และผู้ประกอบการระวังการลงทุนมากขึ้น
โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พบว่ายอดขายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดลงเฉลี่ยราว 4-5% ส่งผลต่อความต้องการใช้สินเชื่อก็ลดลงตามไปด้วย จึงสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่ยังชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารคาดหวังว่าตลาดอาจใกล้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ดังนั้น สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีธนาคารคงตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อไว้ระดับใกล้เคียงเป้าหมายแบงก์คือ 0-2% ปีนี้
“วันนี้เราเห็นเอสเอ็มอี มีปัญหาและชะลอจ่ายหนี้คืนมากขึ้น โดยเฉพาะจ่ายคืนหนี้คืนให้กับลูกค้าของทีทีบี จ่ายคืนหนี้ให้กับลูกหนี้ทางการค้า จากยอดขายไม่ได้เป็นไปตามคาดหวัง ตอนนี้ยังเป็นเทรนด์นี้ เราเห็นการดีเลย์การจ่ายชำระมากขึ้น แต่ถึงเกณฑ์ที่รู้สึกแพนิกหรือไม่ ยัง เรายังคงเฝ้าระวัง และเราก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจ ส่วนในพอร์ตเอสเอ็มอีเราเชื่อว่าเรายังบริหารได้คุมได้”
- หวั่นผลกระทบลากยาวยังไม่จบ
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าอิมแพคที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่มาเต็มรูปแบบเพราะสงครามยังไม่จบ และราคาน้ำมันยังไม่จบจึงต้องดูว่าเกมสั้นยาวเพียงใดแล้วประเมินผลกระทบต่อพอร์ตลูกค้าระดับใด สำหรับการขอสินเชื่อปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการขอสินเชื่อเพื่อใช้พยุงสภาพคล่องเป็นหลักมากกว่าการลงทุน
สำหรับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในพอร์ตลูกค้าของธนาคารดีขึ้นเรื่อย ๆ จากการเรียนรู้และคัดเลือกลูกหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขันระยะยาว รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องในโครงการ Reinvent Thailand ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องการสนับสนุนเพิ่มเติม เพราะยังเห็นโอกาสในการเติบโต
จับตาเอสเอ็มอีกลุ่มใช้พลังงานสูง
ขณะที่กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษยังอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและวัตถุดิบหายากขึ้นเป็นกลุ่มน่ากังวล
โดยเฉพาะอุตสาหกรรม commodity หนัก เช่น กลุ่มเหล็ก ที่มีต้นทุนสูงแต่ผลักภาระต้นทุนไปลูกค้าไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่ความต้องการซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเลือกเติบโตอย่างระมัดระวัง
ดังนั้น ภายใต้ปัจจัยท้าทายมากขึ้นสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี จึงจำเป็นที่ต้องมีเครื่องมือในการช่วยเหลือกลุ่มนี้เพื่อให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อ สภาพคล่องและการช่วยเหลือในบริการทางการเงินมากขึ้น ธนาคารจึงออก ttb sme smart plus เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี และช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงโครงการต่างๆได้มากขึ้น ทั้ง Credit Boost, Soft Loan โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อแคมเปญนี้ 6,000 ล้านบาทในปีนี้

