วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

Login
Login

SME วิกฤติชะลอจ่ายหนี้ พิษเศรษฐกิจ ต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อฉุด ‘กำไร’ วูบ

SME วิกฤติชะลอจ่ายหนี้ พิษเศรษฐกิจ ต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อฉุด ‘กำไร’ วูบ

SME วิกฤติชะลอจ่ายหนี้ พิษเศรษฐกิจ ต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อฉุด ‘กำไร’ วูบ ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาพรวมสินเชื่อไตรมาส 1 ปี 2569 โดยแม้ภาพรวม “หนี้เสีย” หรือ “เอ็นพีแอล” ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา อยู่ระดับทรงตัวที่ 2.85% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.84% ในไตรมาสก่อนหน้า 

แต่หากดูภาพของ “สินเชื่อเอสเอ็มอี” พบว่าหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาที่ 9.16% จาก 9.03% โดยส่วนหนึ่งมาจากฐานของสินเชื่อที่ลดลง และบางส่วนพบว่าเปราะบางเพิ่มขึ้น ทั้งเปราะบางอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนโควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี

เช่นเดียวกับภาพรวมสินเชื่อที่ภาพรวมกลับมาขยายตัวได้ที่บวก 0.2% จาก “ติดลบ” เกือบ 2 ปี แต่หากดูสินเชื่อเอสเอ็มอียังติดลบต่อเนื่องเป็น 15 ไตรมาสติด มาอยู่ที่ -4.0% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ -3.9% ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อให้ทั้ง 2 กลุ่มมากขึ้น

ขณะที่หลายหน่วยงานออกมาเตือนถึงสถานการณ์ของเอสเอ็มอี ซึ่งกำลังเผชิญผลกระทบเพิ่มมากขึ้น โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมไตรมาส 1 ปี 2569 เห็นสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจน่ากังวล

เมื่อจำนวนโรงงานที่เลิกกิจการพุ่งสูงขึ้นมากกว่าจำนวนโรงงานเปิดใหม่แรกรอบ 2 ปีครึ่ง (10 ไตรมาส)
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขยายตัวได้

แต่เอสเอ็มอีเข้าภาวะถดถอยและปิดกิจการมากขึ้น โดยเฉพาะสาขาที่เปราะบางเมื่อเผชิญปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สศช.ระบุข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2569 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบโรงงานเลิกกิจการ 156 แห่ง เพิ่มขึ้น 11.4% ขณะที่การเปิดกิจการใหม่เพียง 139 แห่ง ปรับตัวลดลงรุนแรงถึง 63.9% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกรอบ 10 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปลายปี 2566 ที่ยอดปิดตัวสูงกว่าการเกิดใหม่ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญถึงความเชื่อมั่นการลงทุนใหม่ที่ลดลงท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม การจ้างงานใหม่ 99.3% กระจุกเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลาง สะท้อนโอกาสเศรษฐกิจไม่กระจายถึงฐานรากทั่วถึงส่งผลโดยตรงต่อกิจการขนาดเล็กไม่ได้ประโยชน์จากการเปิดกิจการหรือขยายกิจการเพิ่มเหมือนธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

ทั้งนี้กลุ่มที่น่าเป็นห่วงสุดเป็นโรงงานขนาดเล็กที่จ้างงานไม่เกิน 50 คน ซึ่งการลงทุนและจำนวนแรงงานของโรงงานปิดกิจการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวของปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะและผลิตภัณฑ์จากพืชปิดตัวเพิ่มขึ้นจากขีดความสามารถการแข่งขันลดลง ความต้องการสินค้าลดลง สินค้านำเข้าราคาถูกมาทุ่มตลาด รวมถึงวัตถุดิบและพลังงานสูงต่อเนื่องทำให้แบกรับภาระไม่ไหว

  • เอสเอ็มอี” เรือเล็กเผชิญมรสุม

นายพีรพงศ์ นิธิไกรวุฒิ ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าธุรกิจทีทีบี กล่าวในงาน “เปิดผลสำรวจ SME Insight 2026” ของธนาคารโดยมองว่า ปี 2569 เป็นปีท้าทายสำหรับ “ธุรกิจเอสเอ็มอี” ปัจจุบันสถานการณ์ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยอยู่ภาวะที่ “น่ากังวล”

โดยเปรียบเทียบเอสเอ็มอีปัจจุบันเปรียบเสมือน “เรือเล็ก” ที่กำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่ในมหาสมุทร ส่งผลทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง  

แม้ว่าเอสเอ็มอีจะคิดเป็นประมาณ 70% ของการจ้างงานทั้งหมด หรือมีแรงงานในระบบกว่า 13.6 ล้านคน ที่อยู่ในระบบของเอสเอ็มอี หากเทียบกับประชากรทั้งหมดของประเทศ แต่หากดูจากการสร้างรายได้ต่อ “จีดีพี” พบว่า มีผลเพียง 1 ใน 3 ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ที่มีสัดส่วนราว 45%

  • เอสเอ็มอี” เจอแรงกดดันรอบด้าน

สำหรับปัจจัยกดดันเอสเอ็มอีไทยในปัจจุบันเกิดขึ้นทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ ดังนี้ 
ประการแรก เอสเอ็มอีไทยอยู่ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าเพียง 2-3% ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึงประมาณ 90% ของจีดีพี

ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน สินค้าและผู้ประกอบการจากจีนก็หลั่งไหลเข้ามาในไทยและอาเซียนมากขึ้น หลังเศรษฐกิจจีนชะลอตัว และการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ลดลงถึง 40-50%

ผู้ประกอบการจำนวนมากยังสะท้อนตรงกันว่าต้นทุนคือ ปัญหาที่หนักที่สุดในเวลานี้ ทั้งค่าขนส่ง พลังงาน ค่าไฟฟ้า รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและหายากมากขึ้น 

ขณะที่การขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ก็มีภาระจากค่าธรรมเนียม (GP) ในระดับสูง ทำให้บางธุรกิจเหลือกำไรน้อยมาก หรือบางรายถึงขั้นขาดทุน

  • พบ 33% เอสเอ็มอีไม่มีแผนธุรกิจ

ทั้งนี้ หากดูจากการสำรวจเชิงลึกในกลุ่มลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 120 ราย ธนาคารยังพบ “5 ปัญหาสำคัญ” ที่เป็นปัจจัยทำให้เอสเอ็มอีไทยไม่สามารถเติบโตต่อได้ ปัญหาแรกคือ เอสเอ็มอีคิดเพียงเพื่ออยู่ให้รอด แต่ไม่คิดเพื่อชนะในเกม ใช้ดิจิทัล แต่ไม่สามารถพลิกเกมธุรกิจ รู้กำไรขาดทุนแต่ไม่บริหารความเสี่ยง โตเพียงขนาด แต่ไม่โตที่ประสิทธิภาพ และสุดท้ายอยากไปต่อแต่ไม่มีแผนที่นำทาง

ปัญหาแรกคือเรื่อง Mindset และการขาดแผนธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงมุ่งเน้นเพียงการเอาตัวรอดมากกว่าการมองหาแนวทางเพื่อแข่งขันและเอาชนะในตลาด
ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการประมาณ 33% แทบไม่มีแผนธุรกิจเลย หรือมีเพียงแผนระยะสั้นแค่ 1-2 ปี ขณะที่อีก 27% คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจยังอยู่ต่อและสามารถดูแลพนักงานได้ ซึ่งกลุ่มที่ไม่มีการวางแผนชัดเจนเหล่านี้ มักเผชิญปัญหายอดขายลดลงมากกว่า 30%

สำหรับจุดล็อกที่สอง คือการใช้ดิจิทัลและ AI เพียงในระดับผิวเผิน แม้ผลสำรวจจะพบว่าเอสเอ็มอีกว่า 87% เริ่มใช้ดิจิทัล และ 59% เริ่มใช้ AI แล้ว แต่กว่า 60% ของกลุ่มดังกล่าวกลับมียอดขายไม่เติบโตหรือปรับลดลง เนื่องจากการใช้งานยังอยู่เพียงระดับพื้นฐาน ไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับโครงสร้างธุรกิจหรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง 

ส่วนระบบดิจิทัลที่เอสเอ็มอีใช้มากที่สุดในปัจจุบันยังคงเป็นเพียง Digital Banking สำหรับการโอนและรับเงิน ขณะที่การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจยังเกิดขึ้นไม่มากนัก

จากการศึกษาใน 4 อุตสาหกรรมหลักที่ยังมีโอกาสเติบโต หัวใจสำคัญคือเอสเอ็มอีต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการรอความช่วยเหลือ มาเป็นการมองหา Market Niche หรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่ตนเองเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสอยู่รอดในระยะยาว

  • เอสเอ็มอีชะลอ “จ่ายหนี้-สินเชื่อชะลอ”

ทั้งนี้ หากดูพอร์ตสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้างในปัจจุบันอยู่ที่ 80,000 ล้านบาท และยอมรับว่าภาพรวมสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งอุตสาหกรรมอยู่ในทิศทางชะลอตัว

โดยสอดคล้องกับข้อมูล ธปท.เปิดเผยว่าสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 15 ไตรมาสติดต่อกันในปัจจุบัน โดยภาพรวมพบยอดสินเชื่อลดต่อเนื่องหลายไตรมาส ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากธนาคารระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ และผู้ประกอบการระวังการลงทุนมากขึ้น

โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พบว่ายอดขายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดลงเฉลี่ยราว 4-5% ส่งผลต่อความต้องการใช้สินเชื่อก็ลดลงตามไปด้วย จึงสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่ยังชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ธนาคารคาดหวังว่าตลาดอาจใกล้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ดังนั้น สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีธนาคารคงตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อไว้ระดับใกล้เคียงเป้าหมายแบงก์คือ 0-2% ปีนี้

วันนี้เราเห็นเอสเอ็มอี มีปัญหาและชะลอจ่ายหนี้คืนมากขึ้น โดยเฉพาะจ่ายคืนหนี้คืนให้กับลูกค้าของทีทีบี จ่ายคืนหนี้ให้กับลูกหนี้ทางการค้า จากยอดขายไม่ได้เป็นไปตามคาดหวัง ตอนนี้ยังเป็นเทรนด์นี้ เราเห็นการดีเลย์การจ่ายชำระมากขึ้น แต่ถึงเกณฑ์ที่รู้สึกแพนิกหรือไม่ ยัง เรายังคงเฝ้าระวัง และเราก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจ ส่วนในพอร์ตเอสเอ็มอีเราเชื่อว่าเรายังบริหารได้คุมได้

  • หวั่นผลกระทบลากยาวยังไม่จบ

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าอิมแพคที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่มาเต็มรูปแบบเพราะสงครามยังไม่จบ และราคาน้ำมันยังไม่จบจึงต้องดูว่าเกมสั้นยาวเพียงใดแล้วประเมินผลกระทบต่อพอร์ตลูกค้าระดับใด สำหรับการขอสินเชื่อปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการขอสินเชื่อเพื่อใช้พยุงสภาพคล่องเป็นหลักมากกว่าการลงทุน

สำหรับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อในพอร์ตลูกค้าของธนาคารดีขึ้นเรื่อย ๆ จากการเรียนรู้และคัดเลือกลูกหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการแข่งขันระยะยาว รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องในโครงการ Reinvent Thailand ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องการสนับสนุนเพิ่มเติม เพราะยังเห็นโอกาสในการเติบโต
จับตาเอสเอ็มอีกลุ่มใช้พลังงานสูง
ขณะที่กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษยังอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและวัตถุดิบหายากขึ้นเป็นกลุ่มน่ากังวล

โดยเฉพาะอุตสาหกรรม commodity หนัก เช่น กลุ่มเหล็ก ที่มีต้นทุนสูงแต่ผลักภาระต้นทุนไปลูกค้าไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่ความต้องการซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงเป็นกลุ่มที่ธนาคารต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเลือกเติบโตอย่างระมัดระวัง

ดังนั้น ภายใต้ปัจจัยท้าทายมากขึ้นสำหรับกลุ่มเอสเอ็มอี จึงจำเป็นที่ต้องมีเครื่องมือในการช่วยเหลือกลุ่มนี้เพื่อให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อ สภาพคล่องและการช่วยเหลือในบริการทางการเงินมากขึ้น ธนาคารจึงออก ttb sme smart plus เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี และช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงโครงการต่างๆได้มากขึ้น ทั้ง Credit Boost, Soft Loan โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อแคมเปญนี้ 6,000 ล้านบาทในปีนี้