วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘ขัตติยา’ หนุนรัฐบาล ’พุ่งเป้า’ นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจไทย

‘ขัตติยา’ หนุนรัฐบาล ’พุ่งเป้า’  นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจไทย

เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ “ขัตติยา” แม่ทัพใหญ่ “ธนาคารกสิกรไทย” เปิดข้อเสนอหลังพบนายกฯ ร่วมเอกชน ชี้ “ภาครัฐ-เอกชน” ต้องผนึกกำลังขับเคลื่อน-ฟื้นเศรษฐกิจไทย ต้องเลือกโฟกัส ไม่หว่านแห เลือกกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นอนาคตประเทศ เตือนเศรษฐกิจระยะข้างหน้าเสี่ยงขึ้น เตือนธุรกิจประชาชนตั้งรับ และระวังอย่า “ก่อหนี้” หากยังไม่มีความจำเป็น

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หลังเข้าพบนายกรัฐมนตรีร่วมกับภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมาว่า

สิ่งที่เห็นชัดเจนจากการหารือร่วมกับรัฐบาลครั้งนี้ คือรัฐบาลมีความตั้งใจอย่างมากในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน  

โดยข้อเสนอที่ภาคเอกชนมีการนำเสนอไว้ มองว่าแนวทางที่ดี เพราะจะช่วยผลักดันให้ข้อเสนอถูกนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีข้อเสนอของภาคเอกชนราว 15-18 เรื่องที่ถูกเสนอโดยเอกชนและภาครัฐมองว่าจะต้องขับเคลื่อนและเร่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า

  • ชู4Tฟื้นเศรษฐกิจแทน “หว่านแห”

โดยอยู่บนหลักแนวคิด “4T” ได้แก่ Targeted, Transition, Transform และ Together ที่รัฐบาลต้องการนำไปใช้เป็นแนวทางหลักในการทำงานของทุกคณะ เพราะมองว่าการดำเนินนโยบายแบบ “หว่านแห” ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป และต้องมองไปข้างหน้า ดังนั้นจำเป็นต้องเลือกโฟกัสในเรื่องที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอจากภาคเอกชนทั้งหมด มองว่าควรถูกรวบรวมผ่านกลไกต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเห็นในทิศทางเดียวกัน เพราะหากต่างฝ่ายต่างเสนอก็อาจทำให้การขับเคลื่อนไม่มีประสิทธิภาพ 

สำหรับสิ่งสำคัญคือต้องเชื่อมโยงกับนโยบายหลักของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการ “reinvent Thailand” หรือการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการสนับสนุน เช่น กลุ่มการแพทย์ รถยนต์ การท่องเที่ยว อาหาร และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดจำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เมื่อมีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว ทุกฝ่ายจะต้องทุ่มทรัพยากรและพลังไปในทิศทางเดียวกัน โดยหน่วยงานอย่างสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ฯลฯ ต้องยกระดับการจัดการภายในอุตสาหกรรมเหล่านั้น ทั้งด้านการจัดหาวัตถุดิบ การพัฒนาทักษะแรงงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ 

รวมถึงการพิจารณามาตรการภาษีเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องจักร ขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ (BOI) ต้องปรับแนวทางส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่ถูกเลือกด้วย

  • ลุยโฟกัสปล่อยกู้ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ส่วนภาคธนาคาร เมื่อกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจน สถาบันการเงินก็จะสามารถวางทิศทางการปล่อยสินเชื่อได้ชัดขึ้นเช่นกัน

โดยจะมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านั้นก่อน และทุกฝ่ายควรถูกวัดผลร่วมกันว่าได้สนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายมากน้อยเพียงใด ทั้งในแง่ของวงเงินสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่จูงใจเป็นพิเศษ

“ประเด็นสำคัญที่สุดคือการทำให้ทุกฝ่าย “เห็นตรงกัน” ก่อนว่าจะโฟกัสอุตสาหกรรมใด โฟกัสอะไรเพื่อขับเคลื่อนประเทศซึ่ง Targeted เป็นหัวใจสำคัญที่สุด เพราะทุกฝ่ายต้องตกลงให้ชัดก่อนว่าจะเลือกเป้าหมายอะไร และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงค่อยตั้งคณะทำงานย่อยระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

ในมุม “ขัตติยา” มองว่าแม้พื้นฐานแล้วทุกอุตสาหกรรมยังต้องได้รับการดูแล แต่หากจะเลือกโฟกัสเป็นพิเศษ ยังเชื่อมั่นในกลุ่มธุรกิจอาหาร Food and Beverage อุตสาหกรรมยานยนต์ และภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 
รวมถึงการท่องเที่ยวเพื่อการจัดอีเวนต์ต่างๆ ที่ช่วยดึงดูดคนจากทั่วโลกผ่านคอนเสิร์ต งานระดับโลก และกิจกรรมขนาดใหญ่ต่าง ๆ เข้ามาไทยมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการต่อยอดจุดแข็งที่ไทยโดดเด่นอยู่แล้ว มาสู่การสร้างพลังขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

หน้าที่ของสถาบันการเงินคือการทำหน้าที่เป็น Financial Enabler หรือผู้สนับสนุนด้านเงินทุน แต่คำถามสำคัญคือผู้ประกอบการมีศักยภาพพร้อมแข่งขันในระดับโลกแล้วหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องมีหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานธุรกิจควบคู่กันไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากหารือครั้งนี้ระหว่างภาครัฐและเอกชนเรียบร้อยแล้ว มองว่าทุกสมาคมน่าจะกลับไปประชุมภายในองค์กรของตัวเองเพื่อหารือถึงแนวทางดำเนินงานต่อไป ทั้งสมาคมธนาคาร สภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรม รวมถึงระดับ กกร.ที่รวมทั้ง 3 หน่วยงาน ก่อนจะกลับมาสรุปและเสนอแนวทางต่อรัฐบาลอีกครั้งในอนาคต

  • เตือนตั้งรับ ‘อย่าก่อหนี้’หากยังไม่จำเป็น

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจ มองว่าไตรมาสแรกของปีนี้ยังไม่เห็นผลกระทบจากสงครามชัดเจนมากนัก แต่ไตรมาส 2 อาจเริ่มเห็นสัญญาณบางส่วนเข้ามา และครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงยอดขายที่อาจชะลอลง จึงอยากให้ทุกฝ่ายเตรียมตัวรับมืออย่างระมัดระวัง

และอยากเตือนผู้บริโภค หากเป็นหนี้ที่ยังไม่จำเป็น โดยเฉพาะการกู้เพื่อซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ควรชะลอไว้ก่อน แม้ในฐานะธนาคารจะยินดีหากมีลูกค้ามากู้ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้มองว่าผู้บริโภคควรระมัดระวังเรื่องภาระหนี้ ขณะที่การกู้เพื่อการลงทุน เช่น เปิดโรงงานหรือซื้อวัตถุดิบเพื่อสร้างผลตอบแทนในอนาคต ยังถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้

“เศรษฐกิจระยะข้างหน้าจะมีความท้าทายมากขึ้น เพราะนอกจากปัญหาเรื่องมาตรการภาษีและสงครามการค้าที่เดิมก็ยังไม่จบแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องสงครามเข้ามาเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันสถานการณ์อาจยังไม่ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือสงครามโลก แต่ก็ถือเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ทุกฝ่ายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”

สำหรับ ภาพอนาคตของประเทศไทย เชื่อว่าประเทศไทยมีความพร้อมในหลายด้านอยู่แล้ว โดยก่อนเกิดสถานการณ์สงคราม ธนาคารกสิกรไทยได้เดินทางพบนักลงทุน (โรดโชว์) หลายประเทศ ทั้ง อังกฤษ สหรัฐ ฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งเชื่อมั่น “ศักยภาพ” ของไทย และรับรู้ถึงแผนการพัฒนาของไทยแล้ว 

แต่สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติกังวลมากที่สุดคือ “เสถียรภาพทางการเมือง” เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายต่าง ๆ มักสะดุดและต้องเริ่มต้นใหม่ จึงอยากเห็นรัฐบาลสามารถเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อให้การดำเนินนโยบายมีเสถียรภาพและต่อเนื่องมากขึ้น ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยยังคงน่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ