จากวันนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ไม่ถึงเดือนมหกรรมของเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของมวลมนุษยชาติอย่าง “ฟุตบอลโลก” ที่ทวีปอเมริกาเหนือจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
บรรดาเหล่าซูเปอร์สตาร์ลูกหนังต่างพร้อมที่จะกลับมาช่วงชิงความเป็นหนึ่งกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี ราชาลูกหนังโลกผู้มาเพื่อป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกของอาร์เจนตินา, คริสเตียโน โรนัลโด คู่ปรับตลอดกาลที่มีความหวังจะพาโปรตุเกสเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกให้ได้, ลามีน ยามาลดาวรุ่งมหัศจรรย์ของทีมชาติสเปน หรือแฮร์รี เคน ศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของโลกทีมชาติอังกฤษ
นี่ยังเป็นฟุตบอลโลกครั้งใหม่ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมด้วย เพราะจะเป็นหนแรกที่มีการเพิ่มจำนวนทีมในรอบสุดท้ายเป็น 48 ทีม มากกว่าเดิมถึง 16 ทีม ที่จะมีจำนวนเกมให้ดูเยอขึ้น
แต่ปัญหาใหญ่ที่กำลังปะทุขึ้นมาให้เห็นคือการที่ยังมีแฟนฟุตบอลอีกร่วม 3 พันล้านคน - รวมถึงประเทศไทย - ที่อาจจะไม่ได้ดูฟุตบอลโลกหนนี้
ลองมาวิเคราะห์เกมดูไปพร้อมกัน!
เกมเพรสซิงสูงของ FIFA
การตัดสินใจขยายจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ทีมในฟุตบอลโลกหนนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นใน 3 ประเทศอเมริกาเหนือ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก โดยเหตุผลลึกๆแล้ว สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่า (FIFA) ต้องการที่จะขยายจำนวนผู้ชมทั่วโลก รวมถึงเรื่องของค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เพราะนอกจากจำนวนชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันจะเพิ่มขึ้นแล้ว จำนวนเกมที่มีให้ชมนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึงเท่าตัว จากเดิม 52 เกมเป็น 104 เกมด้วยกัน
จุดนี้เป็นสิ่งที่ฟีฟ่าหวังว่าอย่างน้อยชาติที่เข้าร่วมทั้ง 48 ชาติจะซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดเพื่อตามเชียร์ทีมของตัวเอง และอีกส่วนคือชาติที่คลั่งไคล้เกมฟุตบอลโลกจะยังคงซื้อลิขสิทธิ์มาให้คนรักฟุตบอลได้ติดตามชมกันเหมือนเดิม
ตามรายงานข่าวจาก Reuters ระบุว่า ฟีฟ่าคาดหวังว่าจะสามารถทำรายได้ในปีนี้สูงถึง 8.9 พันล้านดอลลาร์ (2.88 แสนล้านบาท) ซึ่งรายได้ก้อนหลักจะมาจากการจำหน่ายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ที่ 3.9 พันล้านดอลลาร์ (1.26 แสนล้านบาท)
จำนวนรายได้ดังกล่าวถือว่าสูงกว่ารายได้จากการขายลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว
แต่การเปิดเกมเพรสซิงสูงของฟีฟ่ากลับยังไม่ได้ผลมากนัก หรือพูดให้ตรงกว่านั้นคือเต็มไปด้วยรูรั่วในความผิดพลาดทางแท็คติก
Park the bus การตั้งโซนรับของชาติมหาอำนาจ
สิ่งที่ฟีฟ่าอาจจะไม่ทันได้คิดคือถึงขนาดที่เพิ่มจำนวนทีมที่เข้ารอบแบบนี้ ชาติที่ถูกประเมินว่าจะเป็น “ลูกค้ารายใหญ่” อย่างจีนและอินเดียยังไม่สามารถผ่านการเข้ารอบได้เลย
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะสัมพันธ์ถึงจำนวนผู้ชมถึง 2.7 พันล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาลเกือบครึ่งโลก
การที่จีนและอินเดียไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกได้ กอปรกับการที่ฟีฟ่าตั้งราคาค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกหนนี้เอาไว้สูงมหาศาลทำให้ทั้งสองประเทศยังไม่มีผู้ให้บริการที่ลงทุนซื้อไปถ่ายทอดสดให้ผู้ชมได้ชมกันจนถึงตอนนี้
ปกติแล้วฟีฟ่าจะทำการตั้งราคาค่าลิขสิทธิ์ตามตัวแปรปัจจัยหลายของแต่ละตลาด โดยสำหรับอินเดียนั้นค่าลิขสิทธิ์จะอยู่ที่ราว 100 ล้านดอลลาร์ (3.2 พันล้านบาท) ส่วนจีนจะอยู่ที่ราว 250-300 ล้านดอลลาร์ (8.1-9.7 พันล้านบาท)
แต่ถึงการเจรจาที่ชะงักงันจะทำให้ราคาค่าลิขสิทธิ์ที่ฟีฟ่าต้องการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ตัวเลข 35 ล้านดอลลาร์ก็ยังไม่สามารถตกลงกับ JioStar ผู้ให้บริการที่พร้อมจ่ายในราคาแค่ 20 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1 ใน 5 ของราคาแรกเริ่มสำหรับฟุตบอลโลกหนนี้ ซึ่งฟีฟ่าไม่อยากลดราคาให้ถึงขนาดนั้น
ขณะที่การเจรจากับผู้ให้บริการในประเทศจีน ฟีฟ่ายังไม่สามารถตกลงกับทางสถานีโทรทัศน์ CCTV ได้เช่นกัน แม้ว่าตามรายงานข่าวจะยอมลดราคาลงมาเกือบครึ่งแล้ว
เช่นกันกับในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติทวีปเอเชียที่ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด แม้ว่าทางภาครัฐจะพยายามประสานหาผู้ร่วมสนับสนุนจากภาคเอกชนที่จะมา “ลงขัน” กันในเรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดก็ตาม
แต่สนนราคาที่ทางฟีฟ่าเรียกร้องกับความเป็นจริงของตลาด (Market Reality) ไม่สอดคล้องกัน และทำให้ผู้ให้บริการยังคงตั้งรับอย่างแน่นหนาในโซนตัวเอง
สิ่งที่พวกเขารอมีเพียงอย่างเดียวคือการลดราคาค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดลง
เขตเวลา ตัวการทำฟาวล์ตัดเกม
หนึ่งในปัจจัยปัญหาที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการที่จีน อินเดีย และอีกหลายชาติในเอเชียที่ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันในรอบสุดท้าย คือเรื่องของ “เวลา”
ความแตกต่างในเรื่องเขตเวลา (Timezone) ถูกมองว่า อาจมีผลอย่างมาก เพราะฟุตบอลโลกหนนี้จัดใน 3 ประเทศทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งทำให้จะมีเกมจำนวนมากที่จะทำการแข่งขันกันในช่วงหลังเวลาเที่ยงคืนไปแล้วสำหรับในอินเดีย และช่วงเวลาเช้าตรู่สำหรับจีน รวมถึงประเทศอื่นๆในทวีปเอเชีย ประเทศไทยเองก็เช่นกัน
ทั้งสองช่วงเวลาไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่ดีเลยสำหรับผู้ชมต่อให้รักและคลั่งไคล้ฟุตบอลมากแค่ไหนก็ตาม
ความยากในการติดตามทำให้สปอนเซอร์ภายในประเทศที่จะสนับสนุนซื้อโฆษณาของผู้ที่ได้รับลิขสิทธิ์ต้องคิดหนักเพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า และเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก
ไม่นับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างเช่น เรื่องการแข่งขันภายในประเทศอินเดียที่เวลานี้ไม่มีคู่แข่งสำหรับ JioStar ซึ่งเป็นผู้ให้บริการใหม่ที่เกิดจากการรวมกันของ Disney และ Sony ทำให้เป็นเจ้าเดียวที่มีขีดความสามารถในการเจรจา
หรือเรื่องค่าเงินรูปีที่ตกต่ำลงอย่างมาก จากในปี 2022 ที่ 54 รูปีเท่ากับ 1 ดอลลาร์ ในปัจจุบัน 1 ดอลลาร์จะเท่ากับ 78-95 รูปี แล้วแต่ช่วงเวลา นอกจากนี้ยังมีเรื่องการที่คนอินเดียไม่ได้คลั่งไคล้ฟุตบอลเท่ากีฬาคริกเก็ต และกระแสความคลั่งไคล้ที่เคยมีต่อ เมสซี-โรนัลโด สองซูเปอร์สตาร์ก็ลดน้อยลงไปมากในปัจจุบัน
สำหรับในประเทศจีน ตามรายงานจาก Reuters ระบุว่าจำนวน ผู้ชมฟุตบอลโลก 2022 เมื่อ 4 ปีที่แล้วในแดนมังกรประเทศเดียวมีจำนวน 550 ล้านคน คิดเป็น 17.7 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชมทั้งโลก และตัวเลขบนแพลตฟอร์มดิจิทัลกับโซเชียลมีเดียคิดเป็น 49.8 เปอร์เซ็นต์ของโลก ซึ่งนับเป็นตลาดที่ยิ่งใหญ่มหาศาล
แต่ทางด้าน CCTV มีงบประมาณสำหรับค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกที่ 60-80 ล้านดอลลาร์ (1.9-2.5 พันล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ห่างไกลจากที่ฟีฟ่าคาดหวังอย่างมาก
ความพยายามครั้งสุดท้ายในช่วงทดเวลา
อย่างไรก็ดีฟีฟ่ายังคงมีความหวังสำหรับการปิดดีลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดสำหรับประเทศที่ยังไม่มีผู้ซื้อสิทธิ์ไปครองอย่างเป็นทางการ และมีสัญญาณบ่งชี้ว่าอาจจะมีการหาข้อตกลงร่วมกันได้
หลังจากที่มีตัวแทนระดับสูงของฟีฟ่าเดินทางมาที่ปักกิ่งเพื่อหารือความเป็นไปได้ในเรื่องลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่คาดว่าอาจจะจบที่ตัวเลข 120-150 ล้านดอลลาร์ (3.8-4.8 พันล้านบาท) ซึ่งคาดว่าน่าจะมีข่าวดีภายในสัปดาห์นี้ และสำหรับอินเดียคาดว่าจะมีข่าวดีภายใน 2 สัปดาห์
สำหรับประเทศไทย จากแหล่งข่าวการเจรจายังคงดำเนินการอยู่ และมีผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สนใจในระดับจริงจัง แต่ติดเงื่อนไขเดียวคือเรื่องของราคาค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดที่ยังสูงจนเกินไป ทำให้จะเล่นเกมติ๊ดชึ่งดึงรอแถวมุมธงไปก่อน
หากทางด้านฟีฟ่ายินดีที่จะปรับราคาลงเมื่อไร ก็พร้อมที่จะเดินหน้าเจรจาเพื่อปิดดีลอย่างรวดเร็วทันที โดยมีภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุนและประสานงาน และเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคนไทยจะได้ข่าวดีและได้ดูศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้อย่างแน่นอน
แม้ว่าสุดท้ายแล้วเราจะกลับมาถามตัวเองกันใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้าว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนไม่น้อยที่สามารถเอาไปใช้เพื่อการลงทุนกับการพัฒนากีฬาภายในประเทศ ทั้งในระดับเยาวชนและในระดับกีฬาอาชีพซึ่งเห็นได้ชัดว่ายังขาดแคลนอย่างมาก เป็นเรื่องที่ควรทำมากกว่าแค่การสนุกไปกับมหกรรมฟุตบอลที่มีระยะเวลาเพียง 1 เดือนหรือไม่ก็ตาม
แต่สุดท้ายฟุตบอลโลกก็ต้องอยู่คู่กับคนไทย ในเมื่อนายกรัฐมนตรี กล่าวเอาไว้แบบนั้น
อ้างอิง
reuters.com/commentary/breakingviews/fifa-risks-world-cup-own-goal-china-india-2026-05-11/
nytimes.com/athletic/7260572/2026/05/10/fifa-world-cup-usa-media-rights-china-india/

