TOP ชี้วิกฤติสงคราม ซัพพายน้ำมันโลกหาย 15% เตือนค่าการกลั่น ไตรมาส2 -ไตรมาส 3 เสี่ยงติดลบ เหตุต้นทุนพุ่ง เตรียมรับมือขาดทุนสต็อกน้ำมันและค่าการกลั่นอ่อนตัครึ่งปีหลัง
KEY POINTS
- TOP ชี้ผลกระทบจากสงครามทำให้ราคาน้ำมันดิบและต้นทุนแฝง (Crude Premium) พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
- ต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อไว้ในราคาสูงจะเริ่มสะท้อนในไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งมีความเสี่ยงที่ค่าการกลั่นอาจปรับตัวลดลงจนติดลบ
- บริษัทปรับแผนรับมือโดยกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบเพื่อลดความเสี่ยง และเตรียมบริหารจัดการสต็อกน้ำมันอย่างเข้มงวด
นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มสงครามในเดือนมี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมานี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนอย่างมาก โดยซัพพลายน้ำมันดิบหายไปจากตลาดประมาณ 10-12 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 15% ของซัพพลายทั่วโลก ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 2 ตลาดตกอยู่ในสภาวะขาดดุล จนต้องมีการดึงน้ำมันจากคลังสำรองมาใช้เกือบ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ เราคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายในช่วงครึ่งปีหลังหากสงครามยุติ
ทางด้านราคาน้ำมันดิบดูไบเคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ซึ่งปกติอยู่ที่ 1-2 ดอลลาร์ต่ออบาร์เรล ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึงเกือบ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากเกิดการแย่งซื้อในตลาด นอกจากนี้ค่าขนส่งก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
ในส่วนผลกระทบต่อค่าการกลั่นและปิโตรเคมี ระยะสั้นค่าการกลั่นจะดูสูงเนื่องจากซัพพลายหายไป แต่ต้นทุน Crude Premium ที่ซื้อไว้สูงในช่วงสงครามจะเริ่มสะท้อนเข้าสู่ต้นทุนการผลิตจริงในอีก 2 เดือนข้างหน้าช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 นี้ ตามระยะเวลาการขนส่ง ซึ่งอาจกดดันให้ ค่าการ กลั่นลดลงจนถึงขั้นติดลบได้ สำหรับกลุ่มปิโตรเคมี (อะโรเมติกส์และโอเลฟินส์) ประสบปัญหาซัพพลายลดลง 10-20% ในระยะสั้น แต่แนวโน้มส่วนต่างราคา (Spread) จะย่อตัวลงตามสภาวะเศรษฐกิจในระยะถัดไป
ดังนั้น เราคาดในช่วงไตรมาส 3/2569 บริษัทอาจมีผลขาดทุน จากสต๊อกน้ำมันสูงถึง 12.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2569 ที่ราว 0.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4/2569 ที่คาดว่าจะมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันราว 6.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามแนวโน้มดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมุติฐานการคาดการณ์ปัจจุบัน
อีกทั้ง ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.69 มีการปรับสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบใหม่ โดยลดการพึ่งพาจากแหล่งในตะวันออกกลางลดลงเป็น 35% จากเดิมที่ระดับ 91% และเพิ่มสัดส่วนการจัดหาจากแอฟริกาตะวันตกและทวีปอเมริกาเหนือ-ใต้ขึ้นมาถึงระดับ 57% นอกจากนี้บริษัทยังสามารถกลับมาใช้ทุ่นผูกเรือกลางทะเลได้แล้วตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2569 เป็นต้นต้นไป
นางวนิดา กล่าวด้วยว่า สำหรับผลประกอบการในไตรมาส1/2569 บริษัทยังได้รับปัจจัยบวกจาก กำไรสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือปีนี้ บริษัทได้เตรียมแผนบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือกับ การขาดทุนจากสต็อก (Stock Loss) ที่อาจเกิดขึ้นหากราคาน้ำมันดิบทยอยปรับลดลงเมื่อสงครามสิ้นสุดลง
ปัจจุบัน บริษัทยังคงเดินหน้ารักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยรักษากำลังการผลิตในระดับสูงและกระจายแหล่งจัดซื้อน้ำมันดิบเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และความสำเร็จที่สามารถกลับมาเปิดใช้ ทุ่นผูกเรือกลางทะเล (SBM2) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมันดิบ
นอกจากนี้ โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project หรือ CFP) ยังมุ่งดำเนินอย่างต่อเนื่อง
โดยมีเป้าหมายเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายใต้
กรอบที่ขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นไว้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและประหยัดต้นทุนโครงการในระยะยาว
“เราเตรียมแผนบริหารจัดการสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปอย่างเข้มงวด หากปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดเพิ่มสูงขึ้นจนใกล้ขีดจำกัด บริษัทอาจพิจารณาปรับลดกำลังการผลิตเป็นการชั่วคราวในระยะถัดไป เพื่อรักษาสมดุลและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยภาพรวมของผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ผ่านมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการบริหารจัดการภายใต้สภาวะตลาดที่บีบคั้น”





