สถาบันป๋วยฯ พบเกษตรกรไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติ มีหนี้มากกว่าคนในระบบถึง 3 เท่า โดย 30% มีหนี้เกิน 100% ของรายได้ และมากกว่า 50% ของเกษตรกรจ่ายแต่ดอกเบี้ยไม่ถึงเงินต้น ขณะที่ 52% พบติดกับดักหนี้แม้เกษียณก็ยังไม่สามารถปิดหนี้ได้
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ระบุในการเปิดวิจัยในหัวข้อ “ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย” ว่าจากการติดตามศึกษาปัญหาหนี้เกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องกว่า 6 ปี พบว่าปัญหาในปัจจุบันมีหน้าตาคล้ายเดิม แต่สิ่งที่น่ากังวลคือพลวัตของหนี้รุนแรงขึ้น จนถึงจุดที่เรียกได้ว่าเข้าขั้น “วิกฤติ” แล้ว
แม้ตัวเลขหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่ปรากฏในระบบอาจจะดูไม่สูงนัก แต่ความเป็นจริงถูกบิดเบือนด้วยมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นต่างๆที่ทำให้สถานะหนี้ดูเหมือนปกติ ทั้งที่ในความเป็นจริงลูกหนี้จำนวนมากกำลังติดอยู่ในกับดักหนี้ที่ไม่สามารถหาทางออกได้
จากข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) ที่ครอบคลุมลูกหนี้เกษตรกรประมาณ 3.97 ล้านราย ย้อนหลังไปหนึ่งทศวรรษ พบว่าพลวัตที่น่ากังวล คือปริมาณหนี้เกษตรกรต่อรายได้ของเกษตรกรสูงถึงประมาณ 200,000-250,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ากลุ่ม อาชีพอื่นๆ ถึง 3 เท่า
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ แนวโน้มการเติบโตของหนี้ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา (ปี2560 - 2568) ที่ชี้ให้เห็นว่าหนี้ในทุกระดับชั้นของเกษตรกรมีภาระหนี้เพิ่มขึ้น โดยกว่า 80% ของครัวเรือนมีหนี้เพิ่มขึ้น และมีถึง 1 ใน 3 หรือ 30% ที่มีหนี้ขยายตัวเกินกว่า 100% หรือมีหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากังวล
โดยหนึ่งเหตุผลที่ทำให้พลวัตของหนี้ที่ไม่ได้ลดลงแม้จะมีการชำระหนี้ พบว่าในทุกปีจะมี“หนี้เดิม”กองอยู่เท่าเดิมหรือลดลงน้อยมาก ขณะเดียวกันก็มี ”หนี้ใหม่" ก่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมการชำระหนี้ของเกษตรกรส่วนใหญ่กลายเป็น “วัฒนธรรมจ่ายแต่ดอกเบี้ย”
ขณะที่กลุ่มที่สามารถชำระได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างปกติ มีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของพอร์ตหนี้ทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มที่ชำระได้เพียงดอกเบี้ยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 20% ในช่วงก่อนโควิด เป็นกว่า40% ในปัจจุบัน และหากรวมกลุ่มที่มีปัญหาหนี้เสีย (NPL) จะพบว่าคนมากกว่าครึ่งพอร์ต หรือ 50% มีปัญหาหนี้เรื้อรังและจ่ายได้เพียงดอกเบี้ยเท่านั้น
โดยหนี้เกษตรกรแม้จะมาจากหลายแหล่ง แต่แหล่งที่หนี้กระจุกตัวคือ หนี้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ที่ถือเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ และมีปัญหาชำระคืนค่อนข้างมาก
“หนี้เกษตรกรในข้างต้น สะท้อนให้เห็นเราว่าเราจะดูเฉพาะหนี้ระยะสั้น หรือเอ็นพีแอลไม่ได้ แต่หากดูยาว 9 ปี ไม่ใช่แค่ 10% ที่เป็นเอ็นพีแอลวันนี้ แต่คนมากกว่าครึ่งพอร์ต มากกว่า 50% ของเกษตรกรที่มีหนี้ปัจจุบันล้วนแต่จ่ายดอกเบี้ยเท่านั้นและมีปัญหาหนี้เรื้อรังทั้งสิ้น”
- 52%ติดกับดักหนี้จนพ้นวัยเกษียณ
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์จากการชำระหนี้ย้อนหลัง พบว่าที่น่ากลัวคือ 52% ของลูกหนี้เกษตรกร ประมาณ 1.9 ล้านราย มีแนวโน้มที่จะไม่สามารถปิดจบหนี้ได้แม้จะเกษียณอายุไปแล้ว หรือต้องรอจนอายุเกิน 70 ปี
ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ความสามารถในการหารายได้ลดลงอย่างมาก เหล่านี้สะท้อนว่าเกษตรกรจำนวนมากได้เข้าสู่การ “ติดกับดักหนี้” เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย คนกลุ่มนี้จะไม่มีวันหลุดพ้นจากบ่วงหนี้ได้เลย
โดยหากเจาะลึกลงไป จากเกษตรกรที่เป็นหนี้ 52% ในข้างต้น ที่ไม่สามารถปิดหนี้ได้ หลักๆมาจากการก่อหนี้เกินศักยภาพ 22% กลุ่มนี้คือผู้ที่มีหนี้พอกพูนจนเกินความสามารถในการหาเงินมาจ่าย ทำให้เงินที่จ่ายไปก็แทบไม่ถึงเงินต้น ถัดมาคือ ปัญหาเชิงพฤติกรรมและวินัยทางการเงิน ที่มีสัดส่วน 30% ที่น่าสนใจคือ กลุ่มนี้แม้มีศักยภาพในการจ่าย แต่มีอุปสรรคอื่นขัดขวาง
สิ่งที่พบคือ ปัจจุบันเกษตรกร 65% ไม่ได้มีรายได้ปีละครั้งสองครั้งเหมือนในอดีต แต่มีรายได้รายเดือนจากการรับจ้างหรือเงินโอน แต่งวดชำระหนี้ยังเป็นรายปี เมื่อเงินเข้ามาบ่อยแต่ยังไม่ถึงงวดชำระ เงินเหล่านั้นจึงถูกนำไปใช้อย่างอื่นจนหมดก่อนถึงเวลาจ่ายหนี้
และเมื่อเกษตรกรไม่สามารถปลดหนี้ได้ในรุ่นของตน หนี้เหล่านี้กำลังถูกส่งต่อกลายเป็นมรดกบาปไปสู่รุ่นลูกหลาน
“วิกฤตหนี้เกษตรกรไทยครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะสะท้อนถึงการติดกับดักหนี้ชั่วชีวิต และปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขทางเศรษฐกิจนั้นรุนแรงกว่าที่เห็นเพียงภายนอก ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขอย่างตรงจุดและยั่งยืนหนี้เหล่านี้จะไม่ใช่แค่ภาระทางการเงินส่วนบุคคล แต่จะกลายเป็นกับดักการพัฒนาของประเทศในระยะยาวด้วย”
- บทเรียนนโยบาย“ผิดฝาผิดตัว”
หากลงลึกไปอีกพบว่า นโยบายการแก้หนี้เกษตรกรกว่า 9 ปี มักเน้นไปที่มาตรการช่วยเหลือระยะสั้นเช่น การพักชำระหนี้ หรือการเลื่อนงวด ซึ่งผลการวิจัยชี้ชัดว่า มาตรการเหล่านี้มักให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามเช่นการให้คนกลุ่มสีเขียวหรือกลุ่มที่จ่ายได้ปกติเข้าโครงการพักหนี้ เป็นการสร้างพฤติกรรมที่ไม่ดีและทำให้ขาดวินัยทางการเงิน
ขณะที่การช่วยคนไม่มีศักยภาพด้วยมาตรการที่สั้นเกินไป เมื่อจบมาตรการ สถานะหนี้ก็กลับไปเป็นหนี้เสียเหมือนเดิม
ด้านนางสาวบุญธิดา เสงี่ยมเนตร นักวิจัยอาวุโสที่สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วยฯ มองว่าเพื่อให้การแก้หนี้มีประสิทธิภาพ มาตรการที่เน้นควรเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาวร่วมกับการกระตุ้นวินัย
โดยมีการทดลองจริงใน 120 สาขานำร่องทั่วประเทศ ซึ่งได้ข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้
1.มาตรการปรับลำดับการชำระหนี้ (นาทีทอง) แรงจูงใจมหาศาลที่ทำให้เกษตรกรพยายามหาเงินมาจ่ายเพื่อลดภาระในระยะยาว 2.สลากชำระดีมีโชค มาสร้างวินัยในการชำระหนี้
3.ธนาคารใกล้บ้าน การให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปรับชำระหนี้ถึงในชุมชนเป็นประจำทุกเดือน
ทางออก ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก
การปรับโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของเกษตรกรแต่ละกลุ่มภายใต้หลักการ FEAST ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสำคัญ
ได้แก่ 1.Flexible (ยืดหยุ่น) เงื่อนไขการชำระหนี้ต้องไม่แข็งตัวเกินไป ต้องสอดรับกับรายได้ที่ไม่แน่นอนของเกษตรกร 2.Easy ง่าย การชำระหนี้ต้องสะดวก มีต้นทุนในการเข้าถึงต่ำ
3.Attractive จูงใจ ต้องมีแรงจูงใจที่ทำให้เกษตรกรรู้สึกว่าการชำระหนี้นั้นคุ้มค่าและเห็นทางรอด 4.Social กลไกสังคม ใช้พันธสัญญาทางสังคมหรือการเข้าถึงพื้นที่เพื่อสร้างวินัยแบบนุ่มนวล
5.Timely สอดคล้องกับเวลารอบการชำระหนี้ต้องตรงกับช่วงที่มีรายรับจริง ไม่ใช่การกำหนดงวดรายปีที่บีบคั้นเกินไปในขณะที่เงินขาดมือ ขณะที่ กลุ่มที่ขาดศักยภาพ จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงกับความสามารถที่แท้จริง ซึ่งในบางกรณีอาจต้องใช้ งบประมาณจากรัฐบาลเข้ามาช่วยลดภาระหนี้

