การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่สองของปี 2569 เป็นอีกนัดที่ “น่าจับตามากขึ้น” ท่ามกลางผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ส่งผ่านมาสู่ “เงินเฟ้อ” ให้มีแนวโน้ม “ขาขึ้น”
แต่เหล่านี้ล้วนมาพร้อมกับความเปราะบางจากเศรษฐกิจที่มากขึ้นจากการอ่อนแอของ “ภาคธุรกิจ” และ “ประชาชน” ทำให้การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นปัจจัยซ้ำเติมปัญหาให้มากยิ่งขึ้น
“ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตลาดการเงินมีการคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจจะพิจารณาปรับ “ลดอัตราดอกเบี้ยลง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังมาไม่เต็มที่ รวมถึงต้องการให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย
แต่อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านที่เกิดขึ้นได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคา
“การที่ กนง. จะฝืนลดอัตราดอกเบี้ยในสภาวะที่ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อมีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่น และความน่าเชื่อถือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ และอาจทำให้ตลาดเกิดความตื่นตระหนก ดังนั้น ในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการลดดอกเบี้ย แต่ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องเสถียรภาพราคามากกว่า”
จับตาเงินเฟ้อแฝง แม้ตัวเลขภาพรวมยังดูต่ำ
ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ การวิเคราะห์ตัวเลขเงินเฟ้อ แม้เงินเฟ้อในเดือนมี.ค.จะดูเหมือนไม่มีปัญหาหากมองจากตัวเลขเทียบกับปีก่อนที่ติดลบ 0.08% แต่หากพิจารณาตัวเลขรายเดือนเทียบกับเดือนก่อนหน้าพบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.6% ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดือนมี.ค.
สะท้อนถึงราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และแม้ในเดือนเม.ย. ความรุนแรงอาจจะลดลงบ้าง แต่ก็เป็นสัญญาณว่าราคาต้นทุนสินค้าต่างๆ กำลังขยับสูงขึ้น ซึ่งในที่สุดแล้วจะมีการส่งผ่านราคาจากเงินเฟ้อทั่วไปไปสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน
สิ่งนี้คือ สัญญาณเตือนให้ต้องระวังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่จะตามมาในอนาคต
สำหรับการคาดการณ์การพิจารณาของ กนง. ครั้งนี้มองว่าพิจารณาจาก 3 เสาหลักคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพราคา เสถียรภาพระบบการเงิน โดยในปัจจุบันเสถียรภาพระบบการเงิน เช่น ประเด็นหนี้เสียยังไม่น่ากังวลจึงเหลือปัจจัยหลัก 2 อย่างที่ต้องชั่งน้ำหนัก
ซึ่งในภาวะปัจจุบันยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลง ซึ่งปกติแล้วจะไม่ใช่ปัจจัยสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย แต่หากมีปัจจัยแวดล้อมอื่นเข้ามากระทบอย่างรุนแรง กนง.อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนท่าที
ปัจจัยเหล่านั้นได้แก่ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างมาก หากวิ่งไปถึงระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์ หรือการคาดการณ์เงินเฟ้อพุ่งสูง เมื่อคนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะรุนแรง ,นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น การแจกเงินเต็มรูปแบบที่อาจเพิ่มอุปสงค์จนเกินไป สุดท้ายคือ ความเสี่ยงเรื่องเงินทุนไหลออกซึ่งอาจกดดันให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพ
หากปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้น และแบงก์ชาติไม่ดำเนินการใดๆ อาจถูกมองว่า Behind the curve หรือการดำเนินนโยบายที่ล้าหลังกว่าสถานการณ์จริง เช่นเดียวกับที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงปี 3-4 ปีก่อนหน้าได้
ดังนั้นมองว่าการประชุม กนง.ในช่วงเม.ย.ถึง มิ.ย.นี้ จะยังไม่คิดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
แต่ให้จับตาดูในช่วงครึ่งหลังของปี หากสถานการณ์สงครามยังไม่ยุติ ความเสี่ยงในการขึ้นดอกเบี้ยอาจเพิ่มสูงขึ้นจนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์ต่อๆ ไปคือ การสื่อสารของธนาคารกลางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)หรือธนาคารกลางในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งแต่ละแห่งจะต้องหาน้ำหนักที่เหมาะสมระหว่างการดูแลเศรษฐกิจ และการควบคุมเงินเฟ้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด
เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะความไม่แน่นอนสูง
“บุรินทร์ อดุลวัฒนะ” กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หากประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินไทยปีนี้ คาด กนง. มีโอกาสสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดทั้งปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น
เพราะมองว่าการลดดอกเบี้ยในขณะนี้อาจไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเท่าที่ควร ขณะที่ปัจจัยลบที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่เป็นวิกฤติในภาคการผลิต และอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เผชิญภาวะวัตถุดิบขาดแคลน และต้นทุนที่ขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะความไม่แน่นอนระดับสูง แม้ในช่วงปลายปีหากสถานการณ์เศรษฐกิจย่ำแย่ลงกว่าที่คาดไว้ การปรับลดดอกเบี้ยอาจจะเกิดขึ้นได้ หากประเมินจากสถานการณ์ในปัจจุบัน การลดดอกเบี้ยอาจยังไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม”
ทั้งนี้ มองสาเหตุที่ กนง. ยังลังเลที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในตอนนี้ เนื่องจากมองเห็นความเสี่ยงว่าหากมีการลดดอกเบี้ยลง อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งในเชิงประสิทธิภาพ ประเมินว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากการลดดอกเบี้ยนั้นยังมีจำกัด
โดยเฉพาะในแง่ของการส่งผ่านไปสู่การขยายตัวของสินเชื่อ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณการเติบโตที่ชัดเจน ดังนั้นการลดดอกเบี้ยจึงอาจไม่ช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากนัก
นอกจากนี้ ในด้านโครงสร้างคณะกรรมการฯ ปัจจุบัน กนง.มีกรรมการเหลือเพียง 5 ท่าน จากปกติ 7 ท่าน ดังนั้นมุมมองส่วนใหญ่ของกรรมการน่าจะยังคงเห็นพ้องในการรักษาระดับดอกเบี้ยไว้เพื่อประเมินสถานการณ์หลังจากที่เพิ่งมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนหน้านี้
ประเด็นสำคัญ คือ ขีดจำกัดของนโยบายทางการเงินเนื่องจาก กนง.จะใช้เครื่องมือด้านดอกเบี้ยเพื่อบริหารจัดการอุปสงค์หรือดีมานด์ภายในประเทศเป็นหลัก แต่ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญในขณะนี้คือ ช็อกด้านอุปทานหรือ(Supply Shock) ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศ
“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการผลิต ความเชื่อมั่น และการลงทุน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ดอกเบี้ยจะมีขึ้นหรือมีลงก็แทบไม่มีผลเลย เพราะเป็นปัญหาที่อยู่นอกเหนือการควบคุมภายในประเทศ หรือหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเวลานี้ จะถือเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจให้แย่ลงไปอีก”
สิ่งที่กังวลมากกว่าเรื่องอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้คือ ปัญหาในภาคการผลิต ที่กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ และราคาต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากในขณะนี้ เนื่องจากสัญญาจ้างงานส่วนใหญ่มักเป็นการตกลงราคาแบบคงที่ และไม่มีการผูกโยงกับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้น
“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด” คาด กนง. “คงดอกเบี้ย” ที่ 1%
“ทิม ลีฬหาพันธุ์” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำตลาดเวียดนามและไทยของ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า คาดการณ์การประชุม กนง.มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1%ในการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวอาจจะไม่เป็นเอกฉันท์
โดยคาดว่าอาจจะมีกรรมการ 1 หรือ 2 ท่านที่โหวตให้มีการลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้อาจต้องเฝ้าระวังเรื่องเซอร์ไพรส์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาที่ กนง.อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยต่อทันทีเพื่อตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การสื่อสารของ ธปท. ในช่วงที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องเงินเฟ้อ
แม้ว่าสถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศไทยมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย.เป็นต้นไป และอาจจะทะลุขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ 3% ไปอยู่ที่ประมาณ 3.5% หรือมากกว่านั้น แม้จะเชื่อว่าสถานการณ์ในไทยยังไม่รุนแรงถึงขั้นที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเหมือนกรณีของประเทศฟิลิปปินส์ที่เพิ่งมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้
“สาเหตุที่ต้องเน้นเรื่องการเติบโตเนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบในภาคการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เดือนมี.ค.-เม.ย.และหากย้อนดูสถิติหลังวิกฤติโควิด-19 พบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตไม่มากนักโดยในช่วง 10 ไตรมาสที่ผ่านมา ขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2.4 - 2.5% เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น เมื่อบวกกับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เข้ามาแทรกซ้อน ยิ่งทำให้ปัจจัยด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความสำคัญเร่งด่วนกว่าเรื่องเงินเฟ้อ”
ในด้านผลกระทบต่อภาคธุรกิจ และครัวเรือน มองว่าต้นทุนในการดำเนินชีวิต และธุรกิจค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าที่มีการปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพ.ค.แม้จะไม่สูงเท่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกก็ตาม รวมถึงต้นทุนทางการเงินหรือดอกเบี้ยเงินกู้
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าแม้ที่ผ่านมาดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาแล้วประมาณ 1.50% จาก 2.5% มาอยู่ที่ 1%ในปัจจุบันแต่ ธนาคารพาณิชย์ อาจจะยังไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงในสัดส่วนที่เท่ากัน ทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไปยังภาคธุรกิจ และครัวเรือนยังทำได้ไม่เต็มที่
แต่การตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าแบงก์ชาติมีความต้องการให้ต้นทุนทางการเงินในระบบลดลง เพื่อซัปพอร์ตเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงที่ต้นทุนด้านอื่นๆ ยังไม่มีทีท่าจะปรับลดลงในเร็วๆ นี้
สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป มองว่าทางเลือกของประเทศไทยในขณะนี้เอนเอียงไปในฝั่งของการคงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ยมากกว่าที่จะปรับขึ้น โดยปัจจุบัน กนง.อาจจะเลือกคงดอกเบี้ยไว้ก่อนเนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง
แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย และตัวเลขเงินเฟ้อแม้จะเกินกรอบเป้าหมายไปบ้างแต่ไม่ได้หลุดไปไกลเกินควบคุม อาจกลายเป็นโอกาสที่เปิดให้ ธปท. กลับมาพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกครั้งในอนาคต เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง และเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างยาวนาน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


