วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2569

Login
Login

10 ปีเทพนิยายจิ้งจอก เลสเตอร์ตกชั้นสู่ลีก วัน จากทีมแห่งความฝันมาถึงวันนี้ได้อย่างไร?

10 ปีเทพนิยายจิ้งจอก เลสเตอร์ตกชั้นสู่ลีก วัน จากทีมแห่งความฝันมาถึงวันนี้ได้อย่างไร?

10 ปีที่แล้ว โลกทั้งใบต้องลุกขึ้นปรบมือให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ สโมสรฟุตบอลไม่เล็กไม่ใหญ่ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจของคนมากมาย ด้วยการผงาดขึ้นครองแชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ลีกลูกหนังอันดับ 1 ของโลกได้อย่างสุดเหลือเชื่อ

เรื่องราวของพวกเขาในครั้งนั้นถูกบันทึกไว้ว่าเป็น “The Foxes Fairytale” หรือ “เทพนิยายจิ้งจอก” ที่เป็นหนึ่งในเรื่องมหัศจรรย์ที่สุดของเกมฟุตบอล

แต่วันนี้เรื่องราว และเรื่องเล่าเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว ความจริงที่อยู่ตรงหน้าที่ยากจะทำใจยอมรับได้ - แม้กระทั่งกับ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสรชาวไทย ที่ไม่อยากเชื่อสายตากับสิ่งที่ได้เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องจริง - ว่าทีมฟุตบอลที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทีมแห่งความฝันทีมนี้ จะต้องตกชั้นลงไปสู่ระดับลีก วัน หรือดิวิชั่น 3 ของฟุตบอลอังกฤษ หลังทำได้แค่เสมอกับฮัลล์ ซิตี้ 2-2 ในเกมนัดล่าสุด

 

เกิดอะไรขึ้นกับเลสเตอร์ และพวกเขาจะหันไปทางไหน?

เทพนิยายจิ้งจอก

จุดเริ่มต้นของเทพนิยายเกิดขึ้นในปี 2010 เมื่อมิลาน แมนดาริช ประธานสโมสรในขณะนั้นตัดสินใจที่จะขายหุ้นของสโมสรให้กับวิชัย ศรีวัฒนประภา นักธุรกิจชาวไทยเจ้าของ King Power ร้านค้าปลอดภาษีที่มีความฝันอยากจะเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอังกฤษ

นับแต่นั้นเลสเตอร์ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พวกเขาค่อยๆ ก้าวพ้นช่วงเวลาของความตกต่ำ และเดินหน้าสู่เป้าหมายนั่นคือ การขึ้นชั้นสู่พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกครั้ง และสามารถทำได้สำเร็จด้วยการคว้าแชมป์เดอะ แชมเปียนชิป หรือลีกระดับชั้นที่ 2 ของอังกฤษได้ในฤดูกาล 2013-14 ได้กลับคืนสู่ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีตามเป้าหมาย

แต่เลสเตอร์ไปได้ไกลกว่านั้น หลังเอาตัวรอดมาได้ในฤดูกาล 2014-15 ทีมภายใต้การนำของเคลาดิโอ รานิเอรี ผู้จัดการทีมประสบการณ์สูงชาวอิตาลี ก็สร้างตำนานที่เหนือตำนาน ด้วยการพาทีม “จิ้งจอก” ซึ่งก่อนเริ่มฤดูกาลไม่มีใครมองอยู่ในสายตา ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างสุดอัศจรรย์

 

ผู้เล่นอย่าง เจมี วาร์ดี้, ริยาด มาห์เรซ, เอ็นโกโล ก็องเต้, แดนนี ดริงก์วอเตอร์, เวส มอร์แกน ไปจนถึงแคสเปอร์ ชไมเคิล กลายเป็นนักเตะตำนานตลอดกาลของสโมสร

โดยที่หลังได้ฉลองแชมป์ด้วยการแห่รอบเมืองท่ามกลางชาวเมืองที่เป็นแฟนบอลมากมายสุดลูกหูลูกตามาร่วมแสดงความยินดีด้วยแล้ว เลสเตอร์ทั้งทีมยังได้เดินทางมาร่วมแห่ฉลองแชมป์ในเมืองไทย สร้างความฮือฮาอย่างยิ่งใหญ่ด้วย

Dare to dream กล้าที่จะฝัน

หลังการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก วิสัยทัศน์ของวิชัย ศรีวัฒนประภา ต้องการทำให้เลสเตอร์ กลายเป็นสโมสรในระดับมหาอำนาจที่ยั่งยืนของวงการฟุตบอลอังกฤษ ไม่ให้ความสำเร็จเป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น

 

แต่แค่ฤดูกาลต่อมาความจริงที่โหดร้ายก็ปรากฏเมื่อเลสเตอร์ ผลงานเริ่มตกต่ำลง นำไปสู่การตัดสินใจปลดรานิเอรี ออกจากตำแหน่งอย่างน่าเศร้า

 

ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์ที่เป็นพาหนะหลักที่จะนำวิชัย ศรีวัฒนประภา เดินทางไป-กลับสโมสรจะเกิดประสบอุบัติเหตุตกในวันที่ 18 ตุลาคม 2018 ทำให้ประธานสโมสรผู้พลิกชีวิตทีม และเมืองแห่งนี้รวมถึงผู้ติดตามอีก 4 คน และคนขับเสียชีวิตทั้งหมด

 

นั่นทำให้อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา บุตรชายที่มีส่วนในการร่วมบริหารสโมสรมาด้วยกันตลอดต้องขึ้นมารับตำแหน่งแทน และพยายามที่จะสานต่อความฝันของพ่อด้วยการพาเลสเตอร์ ขึ้นมาเป็นทีมฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมให้ได้

 

ในช่วงเวลาหนึ่งต้องบอกว่าอัยยวัฒน์ทำได้สำเร็จ เลสเตอร์มีฤดูกาลที่ยอดเยี่ยม 2019-20 และ 2020-21 ที่มีลุ้นโอกาสได้ไปยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีก ถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรปที่ไม่ได้เป็นแค่ตราประทับแทนคำว่าทีมที่เยี่ยมยอด แต่ยังจะช่วยให้สโมสรรับทรัพย์มหาศาลจากส่วนแบ่งลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด

 

น่าเสียดายที่เลสเตอร์ต้องผิดหวังทั้ง 2 ฤดูกาลในนัดสุดท้าย ทำให้ได้ไปเล่นเพียงรายการรองอย่างยูเอฟา ยูโรปา ลีกเท่านั้น

 

แม้จะมีรางวัลปลอบใจจากการผงาดคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้ในปี 2021 ด้วยการโค่นเชลซีได้สำเร็จ รวมถึงคว้าโล่คอมมิวนิตี ชิลด์ได้หลังจากนั้น แต่นั่นไม่อาจทดแทนความเสียหายจากการพลาดโอกาสไปแชมเปียนส์ ลีกได้

 

สัญญาณเตือนภัยครั้งแรก

ภายหลังจากการจบฤดูกาล 2021-22 ด้วยการคว้าอันดับ 8 และไปถึงรอบรองชนะเลิศรายการยูเอฟา ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ซึ่งเป็นถ้วยใหม่ เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมในขณะนั้นได้ออกมาเตือนทุกฝ่ายอย่างจริงจัง

 

เลสเตอร์ต้องปรับความคาดหวังใหม่ทั้งหมด เพราะสิ่งที่เคยฝันมันไกลจากสิ่งที่มีโอกาสจะเป็นจริง

 

เวลานั้นคำพูดของผู้จัดการทีมยากจะเข้าใจได้ ในเมื่อทีมยังดูมีทิศทางที่ไปได้ดี แชมป์ก็เพิ่งได้มาในฤดูกาลก่อน ก่อนหน้านั้นก็เกือบได้ไปแชมเปียนส์ ลีก แล้วเลสเตอร์จะปรับความคาดหวังอย่างไร?

 

แต่ในเวลาไม่นานความจริงก็เริ่มปรากฏ ผลงานของเลสเตอร์ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย ใน 8 เกมแรกของฤดูกาล 2022-23 พวกเขาไม่ชนะเลยแม้แต่นัดเดียว ร็อดเจอร์สออกมาเตือนอีกครั้งว่าตอนนี้ทีมคิดแค่อย่างเดียวคือ จะต้องทำให้ได้ 40 แต้มเพื่อรอดตกชั้น

 

สิ่งที่เป็นปัญหาในเวลานั้นประกอบไปด้วยหลายอย่าง ส่วนหนึ่งคือ นักเตะในทีมทำผลงานกันได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือ การที่สโมสร โดยเฉพาะเจ้าของอย่างอัยยวัฒน์ ไม่สามารถให้การสนับสนุนในการปรับทัพเสริมทีมอย่างที่ต้องการได้ 

นั่นเพราะ King Power เองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเหมือนกัน การระบาดของโควิด-19 ที่กินเวลายาวนานกว่าที่ธุรกิจการบินการท่องเที่ยวจะกลับมาได้อีกครั้งส่งผลกระทบต่อดิวตี้ฟรีอย่างหนักหน่วงเหมือนโดนต่อยด้วยหมัดอัปเปอร์คัตเข้าปลายคาง

 

และเลสเตอร์ก็ประสบปัญหาในเรื่องนี้มาตลอดนับตั้งแต่นั้น

การลงทุนที่ผิดพลาด เงินขาดกระเป๋า

จุดสลบของเลสเตอร์ คือ การที่สโมสรเคยพยายามที่จะใช้เงินลงทุนกับผู้เล่นที่เริ่มมีราคาสูง โดยเฉพาะในช่วงปี 2021-2023 ที่ใช้เงินมากกว่า 100 ล้านปอนด์ในการซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพ 

 

ทิโมที กาสตานเญ (21 ล้านปอนด์), เวสลีย์​ โฟฟานา (30 ล้านปอนด์), พัตสัน ดากา (23 ล้านปอนด์), บูบาการี ซูมาเร (17 ล้านปอนด์), ยานนิค เวสเตอร์การ์ด (15 ล้านปอนด์), เวาต์ ฟาส (15 ล้านปอนด์), วิคเตอร์ คริสเตนเซน (17 ล้านปอนด์), แฮร์รี ซุตตาร์ (15 ล้านปอนด์) 

 

แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นตรงข้าม เพราะทีมแทนที่จะทำผลงานได้ดีขึ้น กลับแย่ลงตามลำดับ

นักฟุตบอลค่าตัวแพงเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมกับค่าย้ายทีม (Transfer fee) ที่แพงอย่างเดียว พวกเขายังมาพร้อมกับค่าเหนื่อย (Wages) ที่สูงด้วย ซึ่งสำหรับสโมสรอย่างเลสเตอร์มันเริ่มทำให้เกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ตึงมือไปหมด

ก่อนที่ความวอดวายจะเกิดเมื่อสุดท้ายทีมต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกไปสู่เดอะ แชมเปียนชิป ในฤดูกาล 2022-23 ซึ่งทำให้สโมสรสูญเสียรายได้ไปอย่างมากมายมหาศาล แม้ว่าจะมีเงินรายได้ช่วยเหลือสำหรับทีมที่ตกชั้นที่เรียกว่า Parachute system แต่สำหรับเลสเตอร์มันไม่เพียงพอ

 

เหตุผลหนึ่งคือ การที่สโมสรไม่ได้ระบุไว้ในสัญญากับนักฟุตบอลเอาไว้ว่าหากตกชั้นจะต้องมีการปรับลดค่าเหนื่อยลง ทำให้สโมสรยังแบกภาระรายจ่ายประจำที่สูงเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่รายรับน้อยลงจากเดิมมาก

 

เรื่องนี้แฟนเลสเตอร์ทางอังกฤษ มีการตำหนิสโมสรว่าบอร์ด และผู้บริหารหลายคนทำงานผิดพลาดอย่างมาก โดยเฉพาะจอน รัดกิน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีรายงานว่าใกล้ชิดกับอัยยวัฒน์ค่อนข้างมาก

 

ยิ่งแก้ยิ่งพัง

ถึงอย่างนั้นเลสเตอร์เคยเหมือนกลับมามีความหวังอีกครั้งเมื่อพวกเขาได้ เอ็นโซ มาเรสกา อดีตผู้ช่วยของเป๊ป กวาร์ดิโอลา เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมในฤดูกาล 2023-24 และสามารถพาทีมเลื่อนชั้นกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกได้ภายในเวลาแค่ปีเดียว และเป็นการกลับมาอย่างมีสไตล์น่าจับตามองด้วย

 

แต่ยังไม่ทันกลับมาเริ่มฤดูกาลใหม่ มาเรสกาก็ถูกเชลซีกระชากตัวไปคุมทีมแทน และทำให้เลสเตอร์ต้องหาคนใหม่เข้ามาคุมทีมในฤดูกาล 2024-25 ซึ่งพยายามติดต่อเกรแฮม พอตเตอร์ อดีตผู้จัดการทีมเชลซีแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายได้ สตีฟ คูเปอร์ อดีตผู้จัดการทีมน็อตติงแฮม ฟอเรสต์มาแทน แต่ทำผลงานได้ไม่ดีนัก

 

คูเปอร์โดนปลดจากตำแหน่งในเวลาต่อมา และแต่งตั้งรุด ฟาน นิสเตลรอย ซึ่งมีประสบการณ์คุมทีมไม่มากนักเข้ามารับช่วงต่อแต่ผลงานก็ไม่กระเตื้องสุดท้ายทีมต้องตกชั้นอีกครั้ง และอดีตหัวหอกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็โดนปลดจากตำแหน่งทันทีเมื่อสโมสรเข้าปีงบประมาณใหม่ - ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะทางการเงินที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

 

แต่เรื่องยังเลวร้ายไม่พอ เลสเตอร์ที่หวังจะเลื่อนชั้นกลับมาอีกครั้งในปีเดียวเหมือนเดิม ต้องเจอกับความจริงว่าไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว โค้ชคนใหม่อย่างมาร์ตี ซิฟูเอนเตส ถูกปลดจากตำแหน่งในเดือนมกราคม ที่ผ่านมา แม้ว่าทีมจะห่างจากอันดับไปเพลย์ออฟลุ้นเลื่อนชั้นแค่ 6 แต้ม

 

เลสเตอร์ ต้องอยู่ในช่วงที่ไม่มีคนคุมทีมอยู่นานถึง 24 วันเพราะสโมสรยังหาใครมาแทนไม่ได้ สุดท้ายเลือกแกรี โรเว็ตต์ อดีตกุนซือออกซฟอร์ด ทีมคู่แข่งหนีตกชั้นด้วยกัน และเพิ่งโดนปลดในเดือนธันวาคม มาแทน

 

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายหนักเมื่อเลสเตอร์ถูกตัดสินว่าทำผิดกฎการเงินของฟุตบอลลีก (EFL) ทำให้โดนตัดแต้ม 6 แต้ม ก่อนที่สุดท้ายจะกระเด็นตกชั้นอีกรอบ

 

จิ้งจอกจมน้ำ

จากวันที่เหมือนฝันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เลสเตอร์เผชิญกับความจริงที่โหดร้ายในวันนี้

 

การบริหารที่ผิดพลาด การตัดสินลงทุนที่แย่ในการซื้อผู้เล่นราคาสูงแต่กลับไม่สามารถเล่นได้ตามความคาดหวังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เลสเตอร์ต้องตกต่ำมาถึงทุกวันนี้ และนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่สุดของสโมสรคือ เรื่องสถานะทางการเงินที่ต้องบอกว่าเข้าขั้นวิกฤติ

 

หลังบทลงโทษตัดแต้ม 6 คะแนนหลังขาดทุนเกินกว่าที่กำหนดในฤดูกาล 2023-24 ที่ 20.8 ล้านปอนด์ ในเดือนที่แล้วสโมสรเพิ่งประกาศว่าพวกเขาขาดทุนอีก 71.1 ล้านปอนด์สำหรับฤดูกาล 2024-25 ซึ่งมันเป็นฤดูกาลที่ได้กลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกแล้ว

 

เลสเตอร์ ต้องจ่ายค่าเหนื่อยของผู้เล่นเทียบกับรายรับในระดับที่สูงเกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ หรือจ่ายเกินกว่าที่หามาได้เป็นเวลาถึง 2 ฤดูกาล แม้ว่าในฤดูกาลที่ตกชั้นไปแชมเปียนชิป (2023-24) รายจ่ายจะลดลงบ้างเหลือ 82 เปอร์เซ็นต์แต่สโมสรก็ยังแบกค่าเหนื่อยของผู้เล่นหลายราย อาทิ แพตสัน ดากา, ริคาร์โด เปเรรา, แฮร์รี วิงค์ส, โอลิเวอร์ สคิปป์, ยานนิค เวสเตอร์การ์ด

 

ผู้เล่นเหล่านี้คือ คนที่ฉุดรั้งสโมสรให้จมน้ำ และการจะหาทางโละออกจากทีมไม่ใช่เรื่องง่าย

 

อัยยวัฒน์ ได้พยายามแก้ปัญหาหลายทางทั้งการยกหนี้ให้กับสโมสร (พูดง่ายๆ คือควักกระเป๋าให้ก่อน) ไปจนถึงการกู้ยืมเงินมาประคับประคองสโมสร แต่การตกชั้นสู่ลีก วัน จะยิ่งทำให้ทุกอย่างหนักหน่วงมากขึ้นไปอีก

เลสเตอร์มีสิ่งที่ต้องจัดการแก้ไขภายในสโมสรอีกมาก ไม่นับเรื่องของ “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ถูกมองว่ามีปัญหา

แต่อย่างน้อยที่สุดเจ้าของสโมสรยังยืนยันว่าจะสู้ต่อเพื่อพาทีมกลับมาให้ได้

 

“จากนี้เราจะมุ่งหน้าไปยังสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เราจะตัดสินใจทำในสิ่งที่จำเป็นเพื่อพาสโมสรเดินหน้าต่อไป ร่วมกันฟื้นฟู ปรับปรุง และนำมาตรฐานของ เลสเตอร์ ซิตี้ กลับมา”

 

หากนี่คือ การเริ่มต้นของเรื่องราวใหม่ นี่อาจไม่ใช่แค่เทพนิยายอีกแล้ว

มันคือเรื่องระดับ “มหากาพย์” เลยทีเดียว

 

อ้างอิง

theguardian.com/football/2026/apr/21/leicester-hull-championship-match-report 

bbc.com/sport/football/articles/cm2kkr9dkrlo

bbc.com/sport/football/live/cvg0zz7xm63t

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์