“11 แบงก์พาณิชย์” เปิดกำไรไตรมาสแรกแตะ 6.8 หมื่นล้าน เติบโต 20% จากไตรมาสก่อนหน้า ด้าน “เคแบงก์” กำไรสูงสุดนำกลุ่มที่ 1.4 หมื่นล้าน รองลงมา “กรุงไทย” 1.2 หมื่นล้าน และ “บีบีแอล” 1.2 หมื่นล้าน ด้านโบรกชี้หลายแบงก์ผลงานดีกว่าคาดไว้ เตือนระวังไตรมาส2 ผลงานทรุด จากผลกระทบสงคราม-น้ำมันพุ่ง
โดย “กำไรสุทธิ” โดยรวมในไตรมาสแรก อยู่ที่ 68,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.62% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไรโดยรวมอยู่ที่ 68,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.13% หากเทียบกับไตรมาสก่อนที่มีกำไรโดยรวมที่ 57,175 ล้านบาท
โดยธนาคารส่วนใหญ่กำไรสุทธิโดยรวมเพิ่มขึ้น เช่น KBANK ที่มีกำไรเพิ่มขึ้น 6.35% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 42.70% จากไตรมาสก่อนหน้า BAY กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 14.40% จากปีก่อน และ 20.92% ด้าน KKP กำไรเติบโตโดดเด่น โดยกำไรสุทธิเติบโต 84.09% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10.33% จากไตรมาสก่อนหน้า สวนทางกับ SCB กำไรโดยรวมปรับตัวลดลง 18.45% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.05%จากไตรมาสก่อนหน้า
ด้านการตั้งสำรองหนี้สูญโดยรวมในไตรมาสนี้ อยู่ที่ 54,488 ล้านบาท ลดลง 0.39% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.39% จากไตรมาสก่อนหน้า
โดยธนาคารส่วนใหญ่สำรองลดลงหากเทียบกับปีก่อน อาทิ SCB สำรองลดลง 4.41% จากปีก่อน และ 16.56% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่บางแห่งสำรองกลับเพิ่มขึ้นหากเทียบกับไตรมาส 4ปีก่อน
ขณะที่ ภาพรวมหนี้เสียไตรมาสนี้ถือว่าอยู่ในทิศทางที่ดี โดยธนาคารโดยรวมมีหนี้เสียลดลง มาอยู่ที่ 436,756 ล้านบาท ลดลง 0.85% หากเทียบกับสิ้นปีก่อน แต่ยังเพิ่มขึ้นสูงหากเทียบกับช่วงปีก่อนที่27%
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปีนี้ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละธนาคาร ทั้งในด้านรายได้พิเศษและคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังควบคุมได้
โดยธนาคารทิสโก้ รายงานกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นจากการบันทึกรายได้จากการคืนหนี้ ขณะที่ KKPมีผลขาดทุนจากรถยึดลดลง และรายได้ค่าธรรมเนียมปรับตัวดีขึ้น
ด้านKBANKมีแรงหนุนจากรายได้พิเศษและการรับรู้มูลค่าการลงทุนที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ผลการดำเนินงานปรับตัวลดลง ได้แก่ SCBX ที่กำไรลดลงค่อนข้างมาก
สำหรับ ภาพรวมกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1 (ไม่รวมธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และธนาคารซีไอเอ็มบีไทย) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 57,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาส 4 ปีก่อนหน้า แต่ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดีในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการของธนาคารในช่วงดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในไตรมาส 2 มีความเสี่ยงที่กำไรของกลุ่มธนาคารจะปรับตัวลดลง จากผลกระทบของสถานการณ์สงครามที่อาจส่งผลต่อพอร์ตสินเชื่อโดยรวม รวมถึงผลกระทบต่อกลุ่มลูกหนี้ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันความสามารถในการชำระหนี้
“ประเมินว่ากำไรของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 2 อาจอยู่ในระดับต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ในระดับสูงกว่า เพราะมีปัจจัยลบจากสงคราม และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากที่กระทบพอร์ตแน่นอน”
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า กำไรไตรมาสแรก อยู่ที่14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 876 ล้านบาท หรือ 6.35% แต่ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 13,378 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 413 ล้านบาท หรือ 2.99%
โดยกำไรสุทธิดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 10,195 ล้านบาท ลดลง 18.5% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงซึ่งเป็นผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและกำไรจากการลงทุนที่ลดลง
“ไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่ผันผวน โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อผลกระทบดังกล่าวส่งผ่านมายังต้นทุนของภาคครัวเรือนและธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนดังกล่าว เอสซีบีเอกซ์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลลูกค้าและผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้”
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานของธนาคารในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ





