วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

เปิดวงจร ‘ครัวเรือนไทย’ ‘ก่อหนี้พุ่ง-แรงงานเปราะบาง’

เปิดวงจร ‘ครัวเรือนไทย’  ‘ก่อหนี้พุ่ง-แรงงานเปราะบาง’

SCB EIC เปิดบทวิเคราะห์ครัวเรือนไทย ชี้เริ่มเปราะบางขึ้น ลูกหนี้หันก่อนหนี้อุปโภคบริโภคพุ่ง พึ่งพาแหล่งเงินนอกระบบ โยงแรงงานเปราะบางเสี่ยงตกงานพุ่ง

เปิดวงจร ‘ครัวเรือนไทย’  ‘ก่อหนี้พุ่ง-แรงงานเปราะบาง’ ท่ามกลางภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทย ณ สิ้นปี 2568 ขยับขึ้นแตะระดับ 86.7% ต่อจีดีพี เหล่านี้ล้วนไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขสถิติ แต่สะท้อน “สัญญาณอันตราย” ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ ภายในระบบเศรษฐกิจโดยมี “หนี้” ที่นับวันสูงขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับจำนวน “แรงงาน” และงานในระบบที่ลดลง 

ล่าสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ( SCB EIC) เปิดบทวิเคราะห์ “หนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นแตะ 86.7% ตลาดแรงงานเปราะบาง ค่าครองชีพแพงยิ่งกดดันความสามารถชำระหนี้”
โดยระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 กลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.05% จากปีก่อน หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส ส่งผลให้มูลค่าหนี้รวมอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท

การขยับขึ้นครั้งนี้อาจดูไม่มากนักในเชิงตัวเลข แต่ในเชิงโครงสร้างกลับสะท้อนสัญญาณที่น่ากังวล เพราะเกิดขึ้นจาก “การก่อหนี้เพื่อการบริโภค” มากกว่าการลงทุน

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ครัวเรือนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้การก่อหนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาระดับการใช้ชีวิต

แรงขับเคลื่อนหลักของการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า

ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ครัวเรือนจำนวนมากไม่ได้กู้เงินเพื่อลงทุนหรือสร้างรายได้ในอนาคต แต่กู้เพื่อ “ประคองชีวิต” ในแต่ละวัน

ซึ่งสวนทางกับสินเชื่อที่เกี่ยวกับการลงทุน สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ และสินเชื่อเพื่อการศึกษา ยังคงหดตัวต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ที่ลดลง สะท้อนถึงการชะลอการใช้จ่ายระยะยาว และความไม่มั่นใจต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

โครงสร้างหนี้ที่เปลี่ยนไปในลักษณะนี้กำลังสะท้อนภาพของเศรษฐกิจครัวเรือนที่เข้าสู่โหมดเอาตัวรอดมากกว่าการเติบโต และหนี้ที่เกิดขึ้นก็เป็นหนี้ที่ไม่ได้สร้างรายได้ในอนาคต ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระทางการเงินในระยะยาว

อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนความอันตราย คือการหดตัวของสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลัก

โดยธนาคารพาณิชย์ยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนหดตัวประมาณ -2% จากปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะเดียวกัน สินเชื่อจากบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ก็หดตัว -0.6% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5

แม้สินเชื่อในระบบจะชะลอลง แต่หนี้ครัวเรือนโดยรวมยังเพิ่มขึ้นได้ จากการขยายตัวของสินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รวมถึงสินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์และโรงรับจำนำ

เหล่านี้กำลังส่งสัญญาณว่า ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยกำลังหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ
อาการนี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาสภาพคล่อง แต่ยังบ่งชี้ถึงความเปราะบางทางการเงินที่เพิ่มขึ้น เพราะแหล่งเงินกู้บางประเภทอาจมีต้นทุนสูงกว่า และเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว

ไม่เพียงแค่ปัญหาหนี้ครัวเรือนเท่านั้นแต่เหล่านี้ยังผูกโยงกับหลายปัญหาให้ตามมาอีกมาก โดยเฉพาะปัญหาจากตลาดแรงงานที่กำลังส่งสัญญาณอ่อนแอลง

อัตราการว่างงานของไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.9% โดยมีสาเหตุสำคัญจากแรงงานจบใหม่ที่หางานทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้อัตราว่างงานในกลุ่มที่ไม่เคยทำงานมาก่อนเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ จำนวนผู้มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปี ยังหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงความต้องการแรงงานที่ลดลงในตลาด แรงงานจำนวนหนึ่งจึงต้องหันไปทำงานนอกระบบ ซึ่งแม้จะมีรายได้ในระยะสั้น แต่ขาดความมั่นคง และมีรายได้ต่ำกว่า ส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง

จากภาพรวมการจ้างงานในปี 2568 ยังสะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวล โดยจำนวนผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ขณะเดียวกัน แรงงานบางส่วนย้ายจากภาคเกษตรไปยังภาคบริการที่มีรายได้สูงกว่า แต่ภาคบริการเองก็มีข้อจำกัดในการรองรับแรงงาน และงานจำนวนมากเป็นงานรายได้ต่ำ ผลที่เกิดขึ้นคือ รายได้เฉลี่ยของแรงงานโดยรวมลดลง แม้บางส่วนยังมีงานทำ แต่รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย

ขณะเดียวกัน จำนวนธุรกิจเปิดใหม่ที่ลดลงต่อเนื่อง สะท้อนถึงการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัว และจำกัดโอกาสในการสร้างงานใหม่

แรงกดดันด้านค่าครองชีพยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้าง

โดย EIC ประเมินว่า เงินเฟ้อไทยในปีนี้จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% ซึ่งจะกดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงาน ในขณะเดียวกัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อภาคธุรกิจ ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง และอาจนำไปสู่การจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้าง

กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น การปลูกข้าว การผลิตไม้ และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ มีแรงงานรวมประมาณ 2.6 ล้านคน หรือ 6.5% ของแรงงานทั้งหมด

แรงงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงจากการลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ้างงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อรายได้ เมื่อรายได้ลดลง ขณะที่ภาระหนี้ยังคงอยู่ ความสามารถในการชำระหนี้จึงยิ่งอ่อนแอลง และอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสีย

ดังนั้นในภาพรวม จะเห็นได้ว่า ครัวเรือนไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก จากรายได้ลด-หนี้เพิ่ม-ชำระหนี้ที่ยากขึ้น

หากรายได้ยังไม่ฟื้นตัว วงจรนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ในระยะสั้น มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ โดยเฉพาะด้านพลังงาน ควรถูกออกแบบให้ตรงกลุ่ม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยลดภาระของลูกหนี้ในช่วงที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว ในระยะยาว การแก้ปัญหาจำเป็นต้องเน้นที่การยกระดับรายได้ ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างงานที่มีผลิตภาพ และการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาระบบสวัสดิการ เพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น

สุดท้ายแล้ว สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากการซ้อนทับของหลายปัจจัย ทั้งตลาดแรงงานที่เปราะบาง รายได้ที่ไม่มั่นคง และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ปัญหาเหล่านี้หากไม่มีการแก้ไขอย่างตรงจุด ความเสี่ยงนี้อาจลุกลามไปสู่ปัญหาในระดับระบบเศรษฐกิจในที่สุด