วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยเช้านี้ร่วง 11.34 จุด โบรกเผย DELTA-น้ำมันกดดัน เสี่ยงอ่อนตัว Underperform

ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลดลง 11.34 จุด โบรกเผย ชปัจจัยกดดันหลักจากหุ้น DELTA และราคาน้ำมันที่อ่อนตัว หุ้น DELTA ซึ่งมีผลกระทบสูงต่อดัชนี ถูกกดดันจากการติดเกณฑ์ Trading Alert ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงเป็นอีกแรงกดดันต่อตลาด เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีสัดส่วนสูง ประเมินตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค (Underperform)

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลดลง โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากหุ้น DELTA และราคาน้ำมันที่อ่อนตัว
  • หุ้น DELTA ซึ่งมีผลกระทบสูงต่อดัชนี ถูกกดดันจากการติดเกณฑ์ Trading Alert
  • ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงเป็นอีกแรงกดดันต่อตลาด เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีสัดส่วนสูง
  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค (Underperform)

ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 16 เม.ย.2569 ปรับขึ้น 11.34 จุด หรือ 0.75% อยู่ที่ 1,495.50 จุด มูลค่าการซื้อขาย 15,022.93 ล้านบาท 

หุ้นไทยเช้านี้ร่วง 11.34 จุด โบรกเผย DELTA-น้ำมันกดดัน  เสี่ยงอ่อนตัว Underperform

ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันนี้ (16 เม.ย.) ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกหลังเทศกาลสงกรานต์ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในลักษณะ แกว่งตัวออกข้าง หรือ Sideways และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียและตลาดโลก

ทั้งนี้ ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ที่ถูกติดเกณฑ์ Trading Alert โดยประเมินว่า หากราคาหุ้น DELTA ปรับตัวลดลงเพียง 1 บาท จะส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวลดลงได้ถึง 1 จุดทันที ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เริ่มอ่อนตัวลง ยังเป็นอีกแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน เนื่องจากหุ้นในกลุ่มพลังงานมีสัดส่วนสูงราว 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดรวม

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาย้อนหลังในช่วงประมาณ 1 เดือนครึ่งที่เกิดสถานการณ์สงคราม พบว่ามีหุ้นเพียง 212 ตัว จากทั้งหมด 774 ตัว ที่สามารถให้ผลตอบแทนชนะตลาด ได้ สะท้อนว่าหุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะตามหลังดัชนี

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดเริ่มรับรู้ปัจจัยลบไปมากแล้ว มีโอกาสเกิดการหมุนเวียนการลงทุนเข้าสู่หุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นไม่มาก หรือกลุ่ม Laggard โดยเฉพาะหุ้นที่ได้รับผลกระทบในช่วงก่อนหน้า

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น แนะนำให้นักลงทุนเน้นเก็งกำไรในหุ้นที่ราคาปรับตัวลงลึกและเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งราคาปรับตัวลดลงมากกว่า 20% เช่น GPSC และ BGRIM รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์ อย่าง TIDLOR และ MTC

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยวที่ราคาปรับตัวลดลงมากกว่า 15% เช่น BDMS และ BH รวมถึงกลุ่มโลจิสติกส์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนขนส่ง ซึ่งเริ่มได้รับอานิสงส์จากต้นทุนที่ปรับตัวดีขึ้น 

"แม้ดัชนีโดยรวมอาจยังถูกกดดันจากหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและ DELTA แต่ภาพรวมของหุ้นรายตัวยังมีทิศทางที่น่าสนใจ เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเลือกเก็งกำไรในหุ้นที่ราคาสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้วได้"