วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

‘วิทัย’ เดินหมากฝ่าวิกฤติสงคราม ชูภารกิจเร่งด่วน ประคองเศรษฐกิจ-ลูกหนี้

‘วิทัย’ เดินหมากฝ่าวิกฤติสงคราม ชูภารกิจเร่งด่วน ประคองเศรษฐกิจ-ลูกหนี้

‘วิทัย’เปิดภารกิจเร่งด่วน ประคองเศรษฐกิจ-ลูกหนี้ ควบคู่คุมเสถียรภาพ วางรากฐานระบบการเงินใหม่ พร้อมสานต่อจัดการทุนเทา-คุมทอง

ท่ามกลางแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกที่ถาโถมเข้าสู่ “เศรษฐกิจไทย” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของประชาชน

“ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” ในฐานะผู้กำกับดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและระบบการเงิน กำลังเผชิญกับโจทย์ท้าทายรอบด้าน

บทบาทของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการ ธปท. ในช่วงเวลานี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลนโยบายการเงินในเชิงมหภาคเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่เป็น “ผู้ประคองระบบ” ในหลายมิติ ทั้งการดูแลลูกหนี้ การเสริมสภาพคล่องในระบบ การรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ตลอดจนการวางรากฐานมาตรฐานใหม่ให้กับระบบการเงินไทยในระยะยาว

“วิทัย” กล่าวว่า ภารกิจเร่งด่วน ในขณะนี้คือการทุ่มสรรพกำลัง ประคองเศรษฐกิจดูแลลูกหนี้ให้รอดพ้นวิกฤติ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่เปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูง ภารกิจสำคัญอันดับแรกของธปท.

คือการ “ประคับประคอง” โดยเฉพาะการดูแล “ลูกหนี้” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพยุงกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
การขับเคลื่อนภารกิจนี้ ส่งผ่านมาถึง “มาตรการทางการเงิน” ที่ถูกส่งออกมาต่อเนื่อง เพื่อหวังให้สถาบันการเงินเข้าไปมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการเพิ่มสภาพคล่อง และการปรับโครงสร้างหนีให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้ในแต่ละกลุ่ม ทั้งการลดภาระการผ่อนชำระรายเดือน การยืดระยะเวลาชำระหนี้ การปรับเงื่อนไขสินเชื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง

มาตรการเหล่านี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของธปท. ที่ต้องการ “ซื้อเวลา” ให้ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถตั้งหลักได้ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกต่ออายุอย่างต่อเนื่องคือ การผ่อนปรนอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำของบัตรเครดิตให้อยู่ที่ระดับ 8% ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดภาระหนี้ระยะสั้นของประชาชน ในภาวะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การลดภาระการชำระขั้นต่ำ ช่วยให้ผู้ถือบัตรมีสภาพคล่องมากขึ้นในแต่ละเดือน

แม้จะเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ (NPL) ในระบบ

ไม่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ “วิทัย” ยังเดินหน้าภารกิจจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านการปรับ “ค่าธรรมเนียม” ในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความพยายามยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการเงินไทย

ปัจจุบันค่าธรรมเนียมในหลายบริการมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างแต่ละธนาคาร สะท้อนถึงโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์การแข่งขันที่ไม่เท่ากัน ธปท. จึงมีแนวคิดในการ “จัดระเบียบ” ค่าธรรมเนียมใหม่ โดยครอบคลุมรายการประมาณ 15-17 รายการ 

เช่นการจัดระเบียบค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชีที่มียอดเงินต่ำกว่า 2,000 บาท การปรับลดค่าฟีการโอนบาทเนต ที่ปัจจุบันมียอดเก็บสูงที่ 250 บาทต่อรายการ หรือค่าฟีการพิจารณาขอสินเชื่อ (Front end Fee) ที่ปัจจุบันถูกเรียกเก็บสูงถึง 3-5% ของวงเงิน

เช่นเดียวกับกรณีปิดบัญชีก่อนกำหนด (Pre Payment Fee) ที่เหล่านี้มีการเก็บค่าฟีทั้งระดับต่ำสุด และไปสูงสุด ดังนั้นค่าฟีที่จะเห็นปรับเปลี่ยนคือ จะเห็นค่าฟีหลายรายการปรับมาสู่ระดับต่ำที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และเชื่อว่าการปรับค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะไม่กระทบต่อกำไรของแบงก์มากจนเกินไป 

หัวใจของการปรับครั้งนี้ ก็เพื่อ กำหนดเพดานค่าธรรมเนียมให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงต้นทุนจริง การลดความเหลื่อมล้ำของค่าธรรมเนียมระหว่างธนาคาร การสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้บริการ

แม้ทั้งหมดนี้จะต้องผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) และกว่าจะมีผล แต่เหล่านี้สะท้อนจริงจังของบทบาทผู้ว่าฯ ที่ต้องการ “รีเซตมาตรฐาน” ของระบบธนาคารไทยในระยะยาว

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ธปท.กำลังผลักดัน คือ การเปิดทางให้ “Virtual Bank” หรือธนาคารไร้สาขา ที่เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบเข้ามาเป็นผู้เล่นใหม่ในระบบการเงิน ที่เขามองว่า Virtual Bank จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการแข่งขันในระบบธนาคารลดต้นทุนการให้บริการ ขยายโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินไปยังกลุ่ม underserved

แม้ในระยะแรก ขนาดธุรกิจของ Virtual Bank ยังไม่สามารถเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ระดับ “ล้านล้านบาท” ได้ แต่ในระยะยาว การเข้ามาของผู้เล่นใหม่จะช่วยอาจโครงสร้างการแข่งขัน และกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆสู่ระบบการเงินที่ถูกใจผู้ใช้บริการมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น “ทองคำ” กลายเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง และช่องทางเคลื่อนย้ายเงิน ที่ผ่านมาธปท.จึงออกมาตรการจำกัดการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

โดยกำหนดเพดานไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวัน เพื่อลดปริมาณการเก็งกำไรที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามธุรกรรม โดยผู้ที่ซื้อขายทองคำเกิน 20 ล้านบาทต่อวัน ต้องรายงานข้อมูลทันที ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันต้องรายงานยอดการถือครองทองคำ (position) ณ สิ้นเดือน

มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงควบคุมตลาดทองคำ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการป้องปรามการใช้ทองคำเป็นช่องทางฟอกเงิน หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่ผิดกฎหมาย
ควบคู่กับ การจำกัดการถอนเงินสดไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้ จุดเริ่มต้น

มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังพบพฤติกรรมผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงการเลือกตั้ง ที่มีการเบิกถอนเงินสดจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น

แม้เงินสดที่ถูกเบิกออกไปก่อนหน้าจะยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบ แต่การกำหนดเพดานดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงของธุรกรรมที่ไม่โปร่งใส และเพิ่มความสามารถในการติดตามตรวจสอบของภาครัฐ มาตรการทั้งการจำกัดการฝากเงิน การถอนเงินสดที่ 5 ล้านบาท เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินสดให้มีความโปร่งใสมากขึ้น

สมดุลระหว่าง “การผ่อนคลาย” และ “การกำกับเข้ม” เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นได้ว่าบทบาทของธปท.ในปัจจุบัน คือการเดินอยู่บน “เส้นบางๆ” ระหว่างการผ่อนคลาย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้และพยุงเศรษฐกิจ อีกด้านเป็นการวางการ “กำกับเข้มข้น” เพื่อรักษาเสถียรภาพและป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบชนิดที่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต 

เพื่อหวังว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ทั้งการลดภาระค่าธรรมเนียม และการผ่อนเกณฑ์บัตรเครดิต คือด้านหนึ่งของ “การประคอง” ขณะที่มาตรการควบคุมทองคำ และเงินสด คืออีกด้านของ “การป้องกันความเสี่ยง” ต่อระบบการเงินมากยิ่งขึ้น 

บนเส้นทางของ “วิทัย” ที่ถือเป็นผู้นำในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของผู้ว่าการธปท. ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้กำหนดนโยบาย” แต่ยังต้องเป็น “ผู้ออกแบบระบบ” ที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อรับแรงเสียดทาน ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งสงคราม ราคาน้ำมัน และความผันผวนของตลาดการเงินโลก ธปท. จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งเชิงนโยบาย เชิงกำกับดูแล และเชิงโครงสร้าง

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “จิ๊กซอว์” ที่จะช่วยให้ระบบการเงินไทยมีความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตในวันที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

ภายใต้การนำของผู้ว่าการธปท. ภารกิจไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษาเสถียรภาพ แต่ยังต้อง “พาเศรษฐกิจไทยฝ่าพายุ” ไปให้ได้ พร้อมกับการวางรากฐานใหม่ให้ระบบการเงินมีความทันสมัย โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น

โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็เป็นภารกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกที่ความไม่แน่นอนที่จะกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า