วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2569

Login
Login

จากสวนสู่ตลาดต่างประเทศ! สรุปภาษีที่ผู้ส่งออกมะพร้าวน้ำหอมต้องเตรียมรับมือ

จากสวนสู่ตลาดต่างประเทศ! สรุปภาษีที่ผู้ส่งออกมะพร้าวน้ำหอมต้องเตรียมรับมือ

มะพร้าวน้ำหอมไทยถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลก ด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติหวานสดชื่น และคุณภาพที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือประเทศในตะวันออกกลาง ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยจำนวนมากจึงหันมาสนใจธุรกิจส่งออกมะพร้าวน้ำหอมมากขึ้น เพราะมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรไม่ได้มีเพียงเรื่องของการผลิตและการหาตลาดเท่านั้น แต่ยังมี “ภาษี” และ “กฎระเบียบทางการค้า” ที่ผู้ส่งออกต้องทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ หากไม่เตรียมตัวให้ดี อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือเกิดปัญหาในการนำเข้าสินค้าในประเทศปลายทางได้

ซึ่งเนื้อหาต่อไปนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจภาษีสำคัญที่ผู้ส่งออกมะพร้าวน้ำหอมควรรู้ ตั้งแต่ภาษีที่เกี่ยวข้องภายในประเทศไทย ไปจนถึงภาษีและข้อกำหนดของประเทศปลายทาง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนต้นทุนและดำเนินธุรกิจส่งออกได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการส่งออก

หนึ่งในข้อดีของการส่งออกสินค้าไทย คือ การได้รับสิทธิอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 0%

นั่นหมายความว่า ผู้ส่งออกไม่ต้องเสีย VAT สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปต่างประเทศ แต่ยังสามารถ ขอคืนภาษีซื้อ ที่เกิดจากต้นทุนการผลิตได้ เช่น

• ค่าวัตถุดิบ

• ค่าบรรจุภัณฑ์

• ค่าขนส่งภายในประเทศ

• ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มี VAT

ตัวอย่างเช่น หากผู้ประกอบการซื้อบรรจุภัณฑ์สำหรับมะพร้าวน้ำหอมและเสีย VAT 7% เมื่อส่งออกสินค้า ก็สามารถนำ VAT ที่จ่ายไปนั้นมายื่นขอคืนจากกรมสรรพากรได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกต้องมีเอกสารสำคัญ เช่น

• ใบกำกับภาษี

• เอกสารการส่งออก

• ใบขนสินค้าขาออก

หากเอกสารไม่ครบ อาจทำให้ไม่สามารถขอคืนภาษีได้

2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน เมื่อมีรายได้จากการส่งออกก็ต้องนำรายได้มาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามกฎหมายไทย

ปัจจุบันอัตราภาษีโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 20% ของกำไรสุทธิ กำไรสุทธิจะคำนวณจากรายได้การขายสินค้า แล้วลบด้วย เช่น ต้นทุนสินค้า ค่าแรง ค่าแพ็กสินค้า ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ

สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการควรทำบัญชีอย่างถูกต้อง เพราะค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้

3. ภาษีศุลกากรในประเทศปลายทาง

แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีภาษีส่งออกสำหรับมะพร้าวน้ำหอม แต่ประเทศปลายทางอาจมี ภาษีนำเข้า (Import Duty) ซึ่งเป็นภาษีที่ผู้นำเข้าต้องชำระ อัตราภาษีจะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ เช่น

• บางประเทศอาจเก็บภาษี 5–10%

• บางประเทศอาจเก็บมากกว่า 20%

• บางประเทศอาจไม่เก็บเลย

สิ่งสำคัญคือผู้ส่งออกต้องตรวจสอบว่า ประเทศปลายทางมีข้อตกลงการค้าเสรีกับไทยหรือไม่

หากมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) อัตราภาษีอาจลดลงหรือเป็น 0%

4. สิทธิประโยชน์จาก FTA (ข้อตกลงการค้าเสรี)

ประเทศไทยมีข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ เช่น ประเทศในอาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย
นิวซีแลนด ข้อตกลงเหล่านี้ช่วยลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรหลายประเภทรวมถึงมะพร้าว

แต่การใช้สิทธิ FTA ต้องมีเอกสารสำคัญ คือ หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin หรือ CO) เอกสารนี้จะยืนยันว่า สินค้าถูกผลิตในประเทศไทยจริง จึงมีสิทธิได้รับอัตราภาษีพิเศษ หากไม่มีเอกสารนี้ ผู้นำเข้าอาจต้องเสียภาษีในอัตราปกติ

5. ภาษีและค่าธรรมเนียมด้านกฎระเบียบอาหาร

ในหลายประเทศสินค้าเกษตรและอาหารต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอาหาร ซึ่งอาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เช่น ค่าตรวจสารตกค้าง ค่าตรวจสุขอนามัยพืช ค่าธรรมเนียมตรวจสินค้าที่ท่าเรือ

แม้สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ “ภาษี” โดยตรง แต่ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ผู้ส่งออกต้องคำนึงถึง บางประเทศมีมาตรฐานเข้มงวด เช่น

• มาตรฐานสุขอนามัยพืช (Phytosanitary)

• มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร

หากสินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน อาจถูกปฏิเสธการนำเข้าได้

6. ภาษีท้องถิ่นหรือภาษีการขายในต่างประเทศ

บางประเทศอาจมี ภาษีการขาย (Sales Tax) หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าอาหารโดยทั่วไปภาษีเหล่านี้จะถูกเรียกเก็บจากผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายในประเทศปลายทาง แต่ในบางกรณี หากผู้ส่งออกทำหน้าที่เป็นผู้ขายโดยตรง อาจต้องรับผิดชอบภาษีส่วนนี้ด้วย ดังนั้นผู้ส่งออกควรตกลงเงื่อนไขการค้าให้ชัดเจน เช่น FOB CIF DDP เงื่อนไขเหล่านี้จะกำหนดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษีและค่าใช้จ่ายต่างๆ

7. ต้นทุนภาษีแฝงที่ผู้ส่งออกไม่ควรมองข้าม

นอกจากภาษีหลักๆ ยังมีต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เช่น ค่าธรรมเนียมศุลกากร ค่าบริการโลจิสติกส์ ค่าประกันสินค้า ค่าเอกสารการส่งออก

แม้จะไม่ใช่ภาษีโดยตรง แต่ก็มีผลต่อราคาสินค้าและกำไรของธุรกิจ ผู้ประกอบการที่วางแผนต้นทุนล่วงหน้า จะสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ดีกว่า

8. การวางแผนภาษีสำหรับผู้ส่งออกมือใหม่

สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจส่งออกมะพร้าวน้ำหอม ควรเตรียมตัวในด้านภาษีดังนี้

• ศึกษากฎหมายภาษีของไทย

• ตรวจสอบภาษีนำเข้าของประเทศปลายทาง

• ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ให้เต็มที่

• จัดทำเอกสารส่งออกให้ครบถ้วน

• ทำบัญชีต้นทุนอย่างเป็นระบบ

การเตรียมตัวเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยง และทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

สรุป มะพร้าวน้ำหอมไทยมีศักยภาพสูงในตลาดโลก แต่การส่งออกให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการยังต้องเข้าใจเรื่อง ภาษี กฎระเบียบ และต้นทุนการค้า อย่างรอบด้าน

ภาษีที่ผู้ส่งออกควรรู้ ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีนำเข้าในประเทศปลายทาง รวมถึงค่าธรรมเนียมและมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าเกษตร

หากผู้ประกอบการสามารถวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้อง ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี และเตรียมเอกสารอย่างครบถ้วน ก็จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเปิดประตูให้มะพร้าวน้ำหอมไทยเดินทางจาก “สวนของเกษตรกรไทย” ไปสู่ “ตลาดโลก” ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting