“สมาคมค้าทองคำ” เตือนนักลงทุนอย่าประมาทสถานการณ์ “ทองคำ” ปี 69 ชี้สภาวะตลาดเข้าขั้น “ไม่ปกติ” หลังราคาพุ่งแรง “หมื่นบาท” ในเดือนเดียว เตือนระวังแรงเทขายช่วงหลังสงกรานต์ “วายแอลจี” ดีลสงบศึก “อิหร่าน-อิสราเอล” เป็นตัวแปรสำคัญ “แม่ทองสุก” หลังมีข่าวหยุดยิงทองดีดกลับแรง สะท้อนดีมานด์ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ยังล้นตลาด
หลังเหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นทันทีหลังประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศ “หยุดยิงสองฝ่าย” (Double-sided ceasefire) เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พร้อมการตอบรับจากอิหร่านที่ยินยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเวลาดังกล่าว ท่าทีที่อ่อนลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้าเพียงคืนเดียว หลังจาก “ทรัมป์” เพิ่งจะประกาศกร้าวถึงการล่มสลายของอารยธรรมอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทิ้งดิ่งทันที และตลาดคลายความกังวลเรื่อง “เงินเฟ้อ” และหันไปให้น้ำหนักกับการที่ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (เฟด) อาจกลับมาลดดอกเบี้ยในปีนี้แทน
โดย “ปัจจัยเชิงบวก” ดังกล่าว ส่งผลให้เช้าวันที่ 8 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา “ราคาทองคำ” ดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรง สะท้อนผ่านการพุ่งแตะระดับสูงสุดอยู่ที่ 4,857 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวขึ้นรวดเดียวกว่า 155 ดอลลาร์ หรือกว่า 3% ในทันที
ขณะที่ “ทองไทย” ปรับขึ้นที่ระดับ 73,250 บาท นี่กลายเป็นภาพที่ขัดแย้ง แต่สะท้อนความจริงของตลาด เมื่อสัญญาณ “หยุดยิง” ในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ผลักดันราคาทองคำให้ทะยานขึ้นแรงทำจุดสูงสุดใหม่ กูรูทองคำมองสงครามจะพักรบชั่วคราวแต่ “ความกังวล” ยังไม่หายไป พร้อมเปิดฉากรอบ “ขาขึ้น” สู่ระดับ All-Time High ใหม่รับช่วงเทศกาลสงกรานต์
“จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายกสมาคมค้าทองคำ ได้ให้มุมมองต่อสถานการณ์ล่าสุด โดยระบุว่าแม้จะมีข่าวดีเรื่อง “การพักรบ” แต่ตลาดทองคำในปี 2569 นี้ยังอยู่ในสภาวะ “ไม่ปกติ” และมี “ความเสี่ยง” ที่นักลงทุนต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงหลัง “เทศกาลสงกรานต์” ที่ทิศทางราคาทองคำอาจจะ “เลือกข้างชัดเจนขึ้น”
“ปีนี้ทองคำขยับแรงและเร็วมาก เพียงเดือนเดียวขึ้นมาหมื่นกว่าบาท ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ดังนั้น ผมอยากเตือนนักลงทุนที่ใช้เงินร้อนเข้ามาเก็งกำไรให้ใช้ความระมัดระวัง เพราะความผันผวนที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องปรับส่วนต่างราคาซื้อขายเพิ่มเป็น 200 บาทเพื่อให้ร้านทองอยู่ได้”
สำหรับ แนวโน้มในระยะยาว นายกสมาคมฯ มองว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังยืดเยื้อ และขยายเป็นวงกว้าง มีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำไทยพุ่งไปไกลกว่าที่คาดไว้ ถ้าดูจากปัจจัยพื้นฐาน และแรงหนุนรอบด้านราคาทองคำในปี 2569 มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 90,000 บาทได้ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องฝากนักลงทุนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด เพราะราคาสามารถทุบลงมาแรงได้ทุกเมื่อหากการเจรจาพลิกผัน
“พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) มองว่า หากราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นได้ต่อภายใน 2 สัปดาห์นี้ ซึ่งคาบเกี่ยวช่วงสงการนต์ของบ้านเรานั้น ต้องเห็นพัฒนาการสำคัญของข้อเสนอ 10 ข้อของอิหร่าน ความชัดเจนในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการตอบรับจากทั้งสามฝ่ายรวมถึงอิสราเอล ซึ่ง “ทรัมป์” ได้กล่าวว่าข้อเสนออิหร่านนั้นเป็นพื้นฐานที่ใช้ได้สำหรับการเจรจา พร้อมคาดหวังว่าข้อตกลงเสร็จสมบูรณ์ใน 2 สัปดาห์
ดังนั้น หากทุกอย่างเป็นใจให้ “ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อ” จะมีแนวต้านถัดไปจากระดับ 4,857 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปที่ระดับ 4,960-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 5,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์
โดย มองว่าเป็นโอกาสของนักลงทุนในการแบ่ง “ขายทำกำไรระยะสั้น” ตามกรอบแนวต้าน ขณะที่ทองคำแท่ง 96.5% อยู่ที่ระดับ 75,200-75,800 บาท และ 78,500 บาท
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ตกกันข้าม “เริ่มเกิดความสับสน” หรือ “ความเห็นที่ไม่ตรงกัน” เช่นกรณีที่ “เชห์บาซ ชารีฟ” นายกรัฐมนตรีประเทศปากีสถาน ซึ่งเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย กล่าวว่าข้อตกลงนี้ครอบคลุมถึงกลุ่มตัวแทน (Proxies) อย่าง ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนด้วย แต่ทาง “เนทันยาฮู” นายกรัฐมนตรีประเทศอิสราเอล ยืนยันว่าเลบานอนไม่อยู่ในขอบข่ายของข้อตกลง
ดังนั้น หากเกิดอุปสรรคต่อการเจรจาข้อตกลง ราคาทองคำอาจมีรอบ “การพักฐานเพื่อสะสมแรงในระยะสั้น” มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อที่แนวรับ 4,700-4,660 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับสำคัญที่ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งคิดเป็นราคาทองคำแท่ง 96.5% ที่ระดับ 71,300-70,700 บาท และระดับ 69,000 บาท
“นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ” ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท MTS Gold หรือ “แม่ทองสุก”วิเคราะห์ว่า แม้จะมีสัญญาณการหยุดยิง แต่การที่ราคาทองคำดีดกลับเกือบ 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนว่า “ความต้องการ” (ดีมานด์) การถือครอง “สินทรัพย์ปลอดภัย”
(Safe Haven) ยังอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยทองคำกำลังอยู่ในช่วง “สะสมกำลัง” เพื่อเตรียมขึ้นรอบใหม่ หากสามารถยืนเหนือ 4,800 ดอลลาร์ต่อเนื่อง 2 วัน จะเป็นสัญญาณเปิดอัปไซด์มุ่งสู่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทันที
นอกจากนี้ ปัจจัยมหภาคอย่างแนวโน้ม “การลดพึ่งพาเงินดอลลาร์” (De-dollarization) ของธนาคารกลางทั่วโลก ยังเป็นฐานที่แข็งแกร่งรองรับ “ราคาทองคำเป็นขาขึ้นในระยะยาว” แม้ในระยะสั้นอาจมีแรงเทขายเพื่อถือ “เงินสด” มาทำให้ราคาผันผวนบ้างก็ตาม
ดังนั้น แนะนำให้นักลงทุนระยะยาว “ทยอยสะสม” และหลีกเลี่ยงการไล่ราคาในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง ขณะที่ สำหรับนักลงทุนระยะสั้นให้เข้าซื้อเมื่อราคาทองคำย่อต่อประมาณ 20-30 วัน หรือ บริเวณ 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์





