ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤติสงครามที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลก ทิศทางนโยบายการเงินของไทยกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะการชั่งน้ำหนักระหว่างการควบคุม “เงินเฟ้อ” กับการประคองเศรษฐกิจไม่ให้สะดุด
ล่าสุด “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนมุมมองชัดเจนว่า ภาวะเงินเฟ้อในรอบนี้มีรากจากฝั่งอุปทาน ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ใช่คำตอบที่ตรงจุด
“วิทัย” กล่าวว่า สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินท่ามกลางวิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่นั่น มองว่า ธปท.อาจยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากฝั่งอุปทาน (Supply side) เช่น ราคาพลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
“หากการขึ้นดอกเบี้ยไปในรอบนี้ เงินเฟ้อก็ไม่ลง เพราะเป็นเงินเฟ้อจากซัพพลาย แต่ดีมานด์จะถูกทำลาย การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่าผลดี แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมองเงินเฟ้อไปในระยะข้างหน้าด้วยว่ามีลักษณะยืดเยื้อหรือไม่ หากมาสั้น ๆแล้วจบเร็ว ดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องขึ้นเพื่อไปกดเงินเฟ้อ แต่หากเงินเฟ้อยังไปต่อยาว ๆ อันนี้ต้องพิจารณาต่อไป”
อย่างไรก็ตาม มองว่าการประเมินเงินเฟ้อในปัจจุบันขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ระยะเวลาของวิกฤติ (duration) 2.ความรุนแรงของสถานการณ์ (intensity) และ 3.ความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบ (supply chain)
โดยเฉพาะปัจจัยด้านวัตถุดิบ เช่น น้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งหากเกิดการหยุดชะงัก (disruption) จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ และดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น
- จ่อหั่นจีดีพีเหลือ 1.3-1.7%
ทั้งนี้ ยอมรับว่าในสถานการณ์ปัจจุบันภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากสงครามที่ส่งผ่านมาสู่ราคาน้ำมันให้สูงขึ้นต่อเนื่อง มีผลกระทบแน่นอนกับเศรษฐกิจไทย โดยคาดการณ์เศรษฐกิจไทย หรือ “จีดีพี” ปีนี้ลดลงเหลือ 1.3-1.7% จากประมาณการเดิมบน 2 ฉากทัศน์
โดย “ฉากทัศน์แรก” หากสถานการณ์สงครามจบเร็ว หลังจากอิหร่าน-สหรัฐประกาศหยุดยิงภายใน 2 สัปดาห์ และหากไม่ยืดเยื้อไปต่อหลังจากนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวภายในไตรมาส 2 และเศรษฐกิจไทยอาจปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.7% จากประมาณการเดิมที่ 1.9%
ขณะที่เงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5%
แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงกลางปี จีดีพีไทยอาจลดลงเหลือ 1.3% ซึ่งทั้งสองสมมุติฐานดังกล่าว ยังไม่รวมผลของมาตรการทางการคลังที่ออกมาประคองเศรษฐกิจหลังจากนี้ ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่ 3.5% ภายใต้สมมุติฐานนี้
ทั้งนี้ ยอมรับว่าวิกฤติจากสงครามครั้งนี้มีความแตกต่างจากวิกฤติโควิด-19 เนื่องจากช่วงโควิดเศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างฉับพลัน แต่สามารถฟื้นตัวได้เร็วเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
ขณะที่ วิกฤติปัจจุบัน แม้ธุรกิจยังสามารถดำเนินกิจการได้ แต่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและวัตถุดิบ ส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน
โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูงและรายย่อย ดังนั้นผลกระทบจากราคาน้ำมันยังคงอยู่ต่อเนื่อง ไม่ได้ไม่ได้จบเร็ว และผลกระทบต่อประชาชนลากยาว
“เป้าหมายของธนาคารกลางคือการประคองเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพด้านราคา โดยไม่เน้นเฉพาะเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว จะบอกว่าเอาแต่เงินเฟ้อ เศรษฐกิจพัง มันก็ไม่ใช่ การตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อมูล และปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”
- จ่อออกมาตรการต่อเนื่องช่วยลูกหนี้-ปชช.
ในด้านมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ช่วยเหลือประชาชน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธปท.ได้มีการออกมาตรการระยะแรกไปแล้ว โดยให้สถาบันการเงินเข้าไปดูแลลูกหนี้มากขึ้นโดยเน้นการเพิ่มสภาพคล่อง และการปรับโครงสร้างหนี้
เช่น การลดภาระการผ่อนชำระ และการสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือลูกค้า ควบคู่กับมาตรการ Collateral-based lending หรือการปล่อยสินเชื่อโดยใช้หลักประกันเป็นหลัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Secure+”เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ที่เป็นการผ่อนปรนด้านการประเมินสินเชื่อต่างๆโดยไม่นับรวมผลกระทบด้านราคาน้ำมัน สงครามมาพิจารณาในการให้สินเชื่อ
โดยมาตรการนี้ จะช่วยให้การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น จากเดิมที่ธนาคารพาณิชย์จำนวนมากมีความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น
โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้ของผู้ประกอบการลดลง หรือได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงได้ผ่อนคลายเพื่อช่วยให้การเข้าถึงสินเชื่อยังคงดำเนินต่อไปได้ โดยมาตรการนี้จะเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น ๆ 12 เดือน
โดยเน้นให้สถาบันการเงินพิจารณาใช้หลักประกันเดิมของลูกค้าเป็นฐานในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม แทนการพึ่งพาการวิเคราะห์กระแสเงินสดในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
- จ่องัดซอฟต์โลนเติมสภาพคล่องลูกหนี้
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คาดว่าจะมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาต่อเนื่อง ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยที่อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับรัฐบาลคือการผ่อนคลายเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน)
โดยเครื่องมือนี้ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เคยใช้ในช่วงโควิด-19 ซึ่ง “ซอฟต์โลน” ยังเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยการดำเนินการต้องผ่านกระบวนการของรัฐบาล และเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
สุดท้าย หากสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง สุดท้ายมาตรการที่เคยทำในอดีต เช่นการลดอัตราดอกเบี้ยหรือการพักชำระหนี้ รวมถึงมาตรการฟ้าส้ม หรือการปรับโครงสร้างหนี้ ที่จะพิจารณาลำดับถัด ๆ ไป
“มาตรการทั้งหมดจะดำเนินการเป็นลำดับขั้น ไม่ใช่การออกพร้อมกันทั้งหมด เนื่องจากต้องพิจารณาความเหมาะสมตามสถานการณ์ โดยหากสถานการณ์ยังอยู่ในระดับเริ่มต้นก็จะเน้นให้ธนาคารช่วยเหลือลูกค้ารายกรณี แต่หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อาจต้องมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น เช่น การลดภาระดอกเบี้ย หรือการออกสินเชื่อเพิ่มเติมต่าง ๆ เรามีเครื่องมือเตรียมไว้หลายชั้น เป็นซีรีส์ แต่จะไม่โยนออกมาทีเดียว ต้องดูจังหวะ ถ้าสถานการณ์ยังไม่หนักก็ใช้บางตัว แต่ถ้าหนักขึ้นก็จะมีตัวอื่นตามมา”
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการฯ ย้ำว่า เป้าหมายของมาตรการทั้งหมด คือการรักษาสภาพคล่องของภาคธุรกิจ และป้องกันไม่ให้ปัญหาชั่วคราวลุกลามเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการช่วยให้ธุรกิจสามารถ “ยืนต่อ” ได้ในช่วงที่รายได้ลดลง
- เดินหน้าหั่นค่าฟีทั้งระบบ 15-17 รายการ
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวทางที่ธปท. เร่งทำในขณะนี้ คือแผนการปรับค่าธรรมเนียมในการใช้บริการทางการเงินเพื่อให้เกิดมาตรฐานในอุตสาหกรรมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันค่าธรรมเนียมในหลายรายการมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างแต่ละธนาคาร
โดยการปรับค่าฟีดังกล่าวมีรายการครอบคลุมประมาณ 15-17 รายการ โดยบางรายการอาจมากถึง 19 รายการ ขึ้นอยู่กับการจัดกลุ่ม ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมด้านธุรกรรม บัตรเดบิต การกดเงินสด และค่าธรรมเนียมบัญชี
“เราไม่ได้บอกว่าจะลดค่าธรรมเนียม แต่เราบอกว่าจะสร้างมาตรฐานในการกำหนดค่าธรรมเนียม ซึ่งมาตรฐานใหม่จะอยู่ใกล้กับระดับต่ำของอุตสาหกรรม ที่มองว่าค่าธรรมเนียมบางตัวมีต้นทุนที่แท้จริงอาจต่ำกว่านั้นอาจลดลงมาได้”





