โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไม่เพียงซ้ำเติมต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุนในวงกว้าง
- รัฐบาลใหม่เผชิญโจทย์ซ้อนทั้งระยะสั้น-ยาว
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า เมื่อพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญ “โจทย์ซ้อน” ทั้งระยะสั้นและระยะยาวพร้อมกัน โดยในระยะสั้นต้องเร่งรับมือกับปัญหาค่าครองชีพสูง ผลกระทบจากราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ระยะยาวยังต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งเรื่องโครงสร้างประชากร การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง และการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
โจทย์ท้าทายของรัฐบาลใหม่ในระยะนี้ คือการบริหารจัดการวิกฤติ หรือ Crisis Management และการสร้างความเชื่อมั่น (Trust) เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันคนความขาดความเชื่อมั่น ทั้งภาคตลาดเงินตลาดทุนและประชาชน ที่ยิ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมความผันผวนทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ การดำเนินการมาตรการระยะสั้น จะต้องเร่งดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพ และต้องพิจารณาบนข้อจำกัดสำคัญภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ทำให้การบริหารจัดการต้องมีความแม่นยำและเจาะกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพื่อไม่ให้ภาระทางการคลังบานปลาย
อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล คือความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามจากของแพงไปสู่ของขาด ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้การบริหารความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์เลวร้ายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น ในบริบทดังกล่าว การสื่อสารของรัฐบาลถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากประชาชน เนื่องจากความเชื่อมั่นเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดแรงกดดันจากการเก็งกำไร และทำให้มาตรการทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ล่าสุดได้มีการปรับคาดการณ์จีดีพี มาอยู่ที่ 1.3-1.4% จากเดิม 1.8% จากสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อมากขึ้น โดยสมมุติฐานราคาน้ำมันอยู่ที่เฉลี่ย 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกรณีเลวร้ายอาจเห็นราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ที่คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าคาด
- รัฐต้องสร้างเกราะ “ลดการพึ่งพา”
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า สถานการณ์โลกและโจทย์ใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ โดยความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤติต่าง ๆ ที่รุมล้อม ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤติทางเศรษฐกิจเหมือนที่ผ่านมา
แต่เป็นวิกฤติจากภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบย้อนกลับมาสู่ภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ มองว่าโจทย์หนักของรัฐบาลคือเรื่องราคาพลังงาน ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการตรึงราคาน้ำมันไว้นานเกินไป เพราะคาดการณ์ว่าสงครามจะจบเร็ว จนทำให้เงินกองทุนน้ำมันที่เคยเป็นบวกเริ่มประสบปัญหาหนี้สิน ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงทะลุระดับที่เคยเจอ ซึ่งจะกดดันต้นทุนทุกอย่างในประเทศ
ดังนั้น มองว่ารัฐบาลอาจต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นบ้างตามกลไกตลาดเพื่อป้องกันปัญหาน้ำมันหายหรือการที่น้ำมันถูกลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาสูงกว่า และมองว่าวิกฤตนี้ควรเป็นโอกาสในการเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานโซลาร์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว
ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างเกราะคุ้มกันด้วยการลดความพึ่งพาจากขั้วอำนาจเดิม และต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ ทั้งนี้มองว่าสิ่งที่ต้องเร่งคือมาตรการพยุงค่าครองชีพ โดยโครงการคนละครึ่งก็ถือเป็นโครงการที่ช่วยลดภาระประชาชนได้
นอกจากนี้ มองว่าในวิกฤติยังมีโอกาสมหาศาลสำหรับประเทศไทยหากรัฐบาลเปิดประเทศอย่างเหมาะสม ไทยจะเป็นจุดหมายที่โดดเด่นที่สุดสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับ High-end นักธุรกิจ Startup และผู้มีความสามารถสูงที่ต้องการหนีจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง รวมถึงโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากไต้หวันและพื้นที่อื่น ๆ ที่กำลังมองหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยและเป็นกลาง
อย่างไรก็ตามสำหรับผลกระทบจากสงครามมองว่า มีโอกาสสูงหากราคาน้ำมันสูงถึงในอดีตที่ยืนเหนือ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีไทยจะหายไป 0.5-1% จากประมาณการเดิมที่ 2%
- หวั่นฉุดกำลังซื้อระดับล่างพัง
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มองว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ภายใต้สถานการณ์พิเศษ ซึ่งมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้หลายสำนักต้องมีการปรับลดคาดการณ์ลงอย่างรุนแรง
เช่นเดียวกับซีไอเอ็มบีไทยที่ปรับจีดีพีลงมาเหลือ 1.3% จากเดิม 2.1% จากเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณชะลอตัวมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก
“ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจคือความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน โดยมีการตั้งสมมติฐานว่าราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไม่ได้ผลกระทบแค่ราคาน้ำมันเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงราคาก๊าซ ค่าไฟฟ้า ราคาปุ๋ย สินค้าเกษตร และนำไปสู่การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานรวมถึงต้นทุนการขนส่งทั้งหมด ความเสี่ยงเหล่านี้จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบต่อกำลังซื้อของคนในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนระดับล่างที่มีความอ่อนแอลงอย่างมาก”
มองว่าความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลในขณะนี้ คือการหาทางประคองไม่ให้กำลังซื้อของคนระดับกลาง-ล่างต้องทรุดตัวลงหนัก โดยรัฐบาลจำเป็นต้องลดผลกระทบเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาการขาดกำลังซื้อลุกลามขึ้นไปกระทบต่อกลุ่มคนระดับกลางถึงระดับบน จนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหน่วงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
- มาตรการเฉพาะจุดดูแลกลุ่มกระทบหนัก
แม้รัฐบาลจะพยายามประคองราคาไม่ให้พุ่งสูงเกินไป แต่ต้องไม่บิดเบือนกลไกตลาดโลก เพราะท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลจะแบกไม่ไหวและต้องปล่อยไปตามกลไกตลาดโลก
ดังนั้นต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวไปตามทิศทางตลาดโลกรัฐบาลไม่สามารถใช้วิธีหว่านแหแต่ควรเปลี่ยนมาใช้มาตรการเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างกลุ่มคนระดับล่างให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แม้ว่ามาตรการเยียวยาเหล่านี้จะนำไปสู่ภาระทางการคลังในระยะยาวก็ตาม
อย่างไรก็ตาม มองว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งกระทรวงการคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม และพลังงาน แม้ว่ากำลังเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายมาก แม้จะมีข้อดีที่ได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารที่ต้องมีความชัดเจนมากกว่าเดิมและควรได้รับแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนในการดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายและราคาสินค้าเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดทุน
“ระบบเศรษฐกิจอาจเผชิญกับภาวะช็อกในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งแตะจุดสูงสุดที่อาจถึง 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้จะคาดว่าสถานการณ์ราคาที่พุ่งสูงจะจบลงภายในช่วงไตรมาส 2 และตลาดจะเริ่มปรับตัวตามอุปสงค์ได้หลังจากนั้น แต่ราคาน้ำมันโดยรวมก็ยังจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา”
- แนะเร่งแก้โครงสร้างพลังงาน
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการอันดับแรกคือการแก้โครงสร้างพลังงานของประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันไทยมีการพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงเกินไป
ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องมีนโยบายในการสร้างความหลากหลายให้กับแหล่งพลังงานมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานยังมีความเชื่อมโยงกับพันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยต้องพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน
นอกจากนี้ต้องการแก้กฎหมายและกฎระเบียบเพื่ออนุญาตให้มีการซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรงจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งในภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคการขนส่ง
ทั้งนี้ มองว่ารัฐบาลควรลดการอุดหนุนราคาให้น้อยลง
เนื่องจากกระบวนการอุ้มราคา นอกจากจะเป็นภาระทางด้านการคลังแล้ว ยังส่งผลเสียทำให้ภาคธุรกิจไม่เกิดการปรับตัว เพราะเมื่อราคายังถูกอยู่ก็ไม่มีแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพ
- วาระเร่งด่วนดูแลค่าครองชีพ
“โจทย์ระยะสั้นที่รัฐบาลต้องเร่งทำทันทีหลังเข้ารับหน้าที่คือดูแลค่าครองชีพที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีประเด็นความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้น จนอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น รัฐบาลจึงต้องเข้าไปดูแลเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากเกินไป”
โดยเฉพาะในภาคการเกษตร รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร โดยเฉพาะการเข้าถึงปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศสูงมาก โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางเกือบ 30% ดังนั้นการเริ่มสร้างฐานการผลิตปุ๋ยภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ ลงจากเดิมที่ 1.9% เหลือเพียง 1.2% จากผลกระทบที่มาจากสงคราม





